๓๓
๔. ประชาชนและเจ้
าหน้
าที่
ที่
มี
ความไว้
วางใจซึ่
งกั
นและกั
นมากขึ
้
น
๕. การพั
ฒนาท้
องถิ่
นจะกระทํ
าได้
ง่
ายขึ
้
น
๖. มี
คนร่
วมพิ
จารณาดํ
าเนิ
นการมากส่
งผลให้
งานมี
คุ
ณภาพมากขึ
้
น
๗. เป็
นวิ
ธี
การพั
ฒนาและสร้
างคณะทํ
างานที่
มี
ประสิ
ทธิ
ภาพ
๔. เงื
่
อนไขของการมี
ส่
วนร่
วม
นิ
รั
นดร์
จงวุ
ฒิ
เวศน์
(๒๕๒๗. หน้
า ๑๘๖) ได้
กล่
าวถึ
งเงื่
อนไขของการมี
ส่
วนร่
วม ดั
งนี
้
๑. ต้
องมี
อิ
สระที่
จะมี
ส่
วนร่
วม
๒. ต้
องสามารถที่
มี
ส่
วนร่
วม
๓. ต้
องเต็
มใจที่
จะมี
ส่
วนร่
วม
๔. ต้
องมี
เวลา
๕. ต้
องไม่
เสี
ยเงิ
นทองมากเกิ
นกว่
าที่
คาดว่
าจะได้
รั
บผลตอบแทน
๖. ต้
องมี
ความสนใจ
๗. ต้
องสามารถสื่
อสารรู
้
เรื่
องกั
บทั
้
งสองฝ่
าย
๘. ต้
องไม่
รู
้
สึ
กกระทบกระเทื
อนต่
อตํ
าแหน่
งหน้
าที่
หรื
อสถานภาพทางสั
งคม
ไพโรจน์
สุ
ขสั
มฤทธิ
์
(๒๕๓๑. หน้
า ๒๕) ได้
กล่
าวถึ
งเงื่
อนไขการมี
ส่
วนร่
วม ดั
งนี
้
๑. จะต้
องมี
เสรี
ภาพหรื
อมี
ทางเลื
อกที่
จะเข้
าร่
วม
๒. จะต้
องมี
ความสามารถหรื
อมี
พลั
งที่
จะเข้
ามามี
ส่
วนร่
วม
๓. จะต้
องรวมตั
วหรื
อรวมกลุ
่
มกั
นอย่
างมี
ระบบ
๔. จะต้
องเต็
มใจไม่
ถู
กบั
งคั
บที่
จะเข้
ามามี
ส่
วนร่
วม
๕. ระดั
บการมี
ส่
วนร่
วม
อคิ
น รพี
พั
ฒน์
(๒๕๓๑. หน้
า ๓๔) ได้
จํ
าแนกระดั
บความเข้
มของการมี
ส่
วนร่
วมไว้
๓ ระดั
บ
คื
อ
๑. ระดั
บการตั
ดสิ
นใจ (Decision-Making) ในระดั
บนี
้
ประชาชนจะเข้
าร่
วมในการวางแผนและ
จั
ดการกั
บกิ
จกรรมด้
วยตนเอง จึ
งถื
อว่
าการมี
ส่
วนร่
วมระดั
บนี
้
เป็
นการรั
บผิ
ดชอบด้
วยตนเอง (Level of
Responsibility by themselves)
๒. ระดั
บการร่
วมมื
อ (Cooperation) ในระดั
บนี
้
ประชาชนจะให้
ความร่
วมมื
อในการทํ
า
กิ
จกรรมตามแผนงานที่
ริ
เริ่
มโดยหน่
วยงานภาพนอก บางครั
้
งประชาชนจะร่
วมเสี
ยสละเวลา แรงงาน และ
ทรั
พย์
สิ
นเพื่
อให้
แผนงานนั
้
นประสบผลสํ
าเร็
จ การมี
ส่
วนร่
วมระดั
บนี
้
ถื
อเป็
นการส่
วนร่
วมในระดั
บที่
ยอมรั
บได้
(Acceptable Level of Participation)