- 90 -
กฎเกณฑ์
หรื
อธรรมบั
ญญั
ติ
ต่
างๆมี
จารึ
กไว้
ในพระคั
มภี
ร์
ของศาสนาคริ
สต์
ศาสนายิ
วและศาสนา
อิ
สลาม ข้
อความแห่
งพระบั
ญญั
ติ
สิ
บประการนั
้
น ดั
งที่
ได้
ยกว่
าอ้
างข้
างต้
นแล้
ว และในลํ
าดั
บสุ
ดท้
าย
กฎหมายของมนุ
ษย์
โดยให้
นิ
ยามว่
า เป็
น “ระเบี
ยบแห่
งเหตุ
ผลที่
ผู
้
ปกป้
องดู
แลชุ
มชนได้
บั
ญญั
ติ
และ
ประกาศใช้
เพื่
อประโยชน์
ร่
วมกั
น”(จรั
ญ.2549:139) ฉะนั
้
นเราจึ
งต้
องตระหนั
กให้
ดี
ว่
ากฎหมายของ
บ้
านเมื
องหรื
อกฎหมายของชุ
มชนที่
มนุ
ษย์
ตั
้
งขึ
้
นนั
้
น ต้
องเพื่
อประโยชน์
ของส่
วนรวมทุ
กๆคนไม่
ใช่
เพื่
อประโยชน์
ส่
วนตนหรื
อพวกพ้
องไม่
ว่
าจะเป็
นชนส่
วนน้
อยหรื
อส่
วนใหญ่
ของชุ
มชนเท่
านั
้
น คื
อมี
ความเสมอภาคอย่
างทั
่
วหน้
าทั
้
งผู
้
ปกครองและผู
้
อยู
่
ใต้
ปกครองต้
องอยู
่
ภายใต้
กฎหมายเดี
ยวกั
น ความ
ยุ
ติ
ธรรมกั
บกฎหมายจึ
งมี
ความเป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
นภายใต้
เจตจํ
านงของพระเจ้
าที่
ได้
สํ
าแดงแล้
ว
ในการทรงสร้
างสรรพสิ
่
ง และการที่
ให้
มนุ
ษย์
มี
ธรรมชาติ
ตามอย่
างพระฉายาของพระเจ้
า ก็
เพื่
อให้
มนุ
ษย์
ได้
สํ
าแดงความรั
กที่
บริ
สุ
ทธิ
์
ต่
อกั
น ดั
งคํ
าว่
า จงรั
กเพื่
อนเหมื
อนรั
กตนเอง เพราะ “...ความรั
ก
นั
้
น ก็
อดทนนานและกระทํ
าคุ
ณให้
ความรั
กไม่
อิ
จฉา ไม่
อวดตั
วไม่
หยิ ่
งผยอง ไม่
หยาบคาย ไม่
คิ
ดเห็
นแก่
ตนเองฝ่
ายเดี
ยว ไม่
ฉุ
นเฉี
ยว ไม่
ช่
างจดจํ
าความผิ
ด ไม่
ชื่
นชมยิ
นดี
เมื่
อมี
การประพฤติ
ผิ
ด แต่
ชื่
นชมยิ
นดี
เมื่
อมี
การประพฤติ
ชอบ ความรั
กทนได้
ทุ
กอย่
างแม้
ความผิ
ดของผู
้
อื่
น และเชื่
อในส่
วนดี
ของเขาอยู
่
เสมอ และมี
ความหวั
งอยู
่
เสมอ และทนต่
อทุ
กอย่
าง ความรั
กไม่
มี
วั
นสู
ญสิ
้
น...”
(
สมาคม
พระคริ
สตธรรมไทย. 1998:ข 270) ซึ
่
งการที่
พระเยซู
คริ
สต์
ได้
นํ
าเอากฎแห่
งความรั
กในพระเจ้
ามา
เป็
นพื
้
นฐานแห่
งความสั
มพั
นธ์
ของมนุ
ษย์
และใช้
ให้
หลั
กเมตตาธรรมควบคู
่
กั
บหลั
กความยุ
ติ
ธรรมที่
เป็
นไปตามเจตจํ
านงของพระเจ้
าที่
ให้
มี
การเปิ
ดเผยผ่
านทางผู
้
เผยพระวจนะแล้
ว(โดยเฉพาะในส่
วนที่
มี
การบั
นทึ
กเป็
นลายลั
กษณ์
อั
กษร)
นอกจากนี
้
ย ั
งมี
อี
กส่
วนหนึ
่
งที่
อยู
่
ในมโนสํ
านึ
กของมนุ
ษย์
ที่
สามารถใช้
เหตุ
ผลอั
นบริ
สุ
ทธิ
์
ค้
นหาได้
กํ
าหนดขึ
้
นมาได้
ตามความเหมาะสมของยุ
คสมั
ยและ
สภาวะการณ์
เพื่
อย ั
งความดี
ความถู
กต้
องให้
คงอยู
่
สื
บไป ผู
้
คนทั
่
วไปอาจมองว่
าไม่
ยุ
ติ
ธรรมพอเพราะ
เป็
นเหมื
อนเรื่
องของศาสนาล้
วนๆ ถ้
าเราคิ
ดด้
วยใจที่
ไม่
มี
อคติ
ในความแตกต่
างเรื่
องศาสนาก็
อาจจะ
ใช้
เป็
นหลั
กเกณฑ์
ความยุ
ติ
ธรรมตามหลั
กการแห่
งความศรั
ทธาในพระเจ้
าแห่
งความรั
กอั
นบริ
สุ
ทธิ
์
ที่
ดี
ได้
หลั
กหนึ
่
งเช่
นกั
น
ต่
อมาสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องได้
ถื
อกํ
าเนิ
ดขึ
้
น
ได้
ปฏิ
เสธว่
ากฎหมายเป็
นคนละเรื่
องกั
บ
ความยุ
ติ
ธรรม กฎหมายเป็
นเจตจํ
านงของมนุ
ษย์
ไม่
ใช่
ของพระเจ้
า เป็
นคํ
าสั
่
งของผู
้
ปกครอง และให้
นิ
ยามของคํ
าว่
ายุ
ติ
ธรรมว่
า “การใช้
กฎหมายหรื
อตี
ความกฎหมายโดยปราศจากอคติ
ใดๆ” ในทาง
ความเป็
นจริ
งคํ
าอธิ
บายเช่
นก็
เป็
นได้
แค่
เพี
ยงการลดทอนความเข้
มข้
นของการควบคุ
มจากพระเจ้
า
และอ้
างว่
า(มนุ
ษย์
หรื
อกลุ
่
มมนุ
ษย์
ที่
รวมตั
วกั
น) เป็
นพระเจ้
าเสี
ยเอง ตามความเห็
นของ Hans Kelsen
“เขาเห็
นว่
าเป็
นเรื่
องไร้
ประโยชน์
ที่
จะถื
อว่
ามี
หลั
กความยุ
ติ
ธรรมอั
นเป็
นธรรมสู
งสุ
ดต่
างหากไปจาก
หลั
กความยุ
ติ
ธรรมตามกฎหมาย...มาตรฐานแห่
งความยุ
ติ
ธรรมนั
้
นไม่
มี
อยู
่
จริ
งหรื
อไม่
อาจค้
นพบได้
การอธิ
บายปั
ญหาความยุ
ติ
ธรรมจึ
งสมควรจํ
ากั
ดเฉพาะเรื่
องความยุ
ติ
ธรรมตามกฎหมาย