Page 97 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 89 -
เพราะพระองค์
ทรงประกอบกิ
จอย่
างเที่
ยงตรง
แต่
ข้
าพระองค์
ทั
งหลายประพฤติ
อย่
างอธรรม....ข้
พระองค์
ทั
งหลายไม่
ได้
รั
กษาพระบั
ญญั
ติ
หรื
อเชื่
อฟั
งพระบั
ญชาของพระองค์
และพระโอวาทของ
พระองค์
ซึ
งทรงเตื
อนเขา....”
(
สมาคมพระคริ
สตธรรมไทย. 1998:ก 657) ความเที่
ยงตรงของพระเจ้
ในการลงโทษชนชาติ
ที่
หั
นหลั
งให้
กั
บความถู
กต้
องนั
นน่
ากลั
และน่
าหวาดหวั ่
นอย่
างยิ ่
ใน
สมั
ยก่
อนยุ
คของอั
บราฮั
มผู
เป็
นต้
นกํ
าเนิ
ดของชนชาติ
ฮี
บรู
นั
พระเจ้
าทรงทํ
าลายเมื
องโสโดมกั
เมื
องโกโมราห์
เสี
ยเพราะพวกเขาประพฤติ
ผิ
ดในกาม ดั
งคํ
าที่
บั
นทึ
กไว้
ในหนั
งสื
อปฐมกาลบทที่
18
ที่
มี
ใจความโดยย่
อว่
า “ท่
านทั
งสองย ั
งไม่
ทั
นเข้
านอน พวกผู
ชายเมื
องนั
น คื
อชาวเมื
องโสโดมทั
หนุ ่
มและแก่
หมดเมื
องจนถึ
งคนสุ
ดท้
ายพากั
นมาล้
อมเรื
อนนั
นไว้
พวกเขาร้
องเรี
ยกโลทว่
า ‘ชายที่
เข้
มาหาเจ้
าคื
นนี
อยู
ที่
ไหน จงนํ
าเขาออกมาให้
เรา เราจะสมสู
กั
บเขา’…แล้
วพระเจ้
าทรงให้
กํ
ามะถั
นและ
ไฟจากพระเจ้
าตกจากฟ้
าลงมาบนเมื
องโสโดมและเมื
องโกโมราห์
และพระองค์
ทรงขยี
เมื
องเหล่
านั
ลุ
มนํ
าทั
งหมด ชาวเมื
องทั
งสิ
นและพื
ชต่
างๆ...”
(
สมาคมพระคริ
สตธรรมไทย. 1998:ก 19-21)
เหตุ
การณ์
ครั
งนั
น เป็
นข้
อที่
ใช้
เตื
อนสติ
ว่
าในเมื
องโบราณที่
ผู
คนปกครองด้
วยระบบประชาธิ
ปไตย
ทางตรงหรื
อมี
ระบบกษั
ตริ
ย์
ก็
ตามมั
กจะมี
กรณี
ปั
ญหาของการล่
วงละเมิ
ดหลั
กศี
ลธรรมและคุ
ณธรรม
เสมอ สิ ่
งนี
เป็
นเหตุ
ให้
เราต้
องหั
นมาทบทวนถึ
งแนวคิ
ดของสํ
านั
กกฎหมายธรรมชาติ
หรื
อแม้
แต่
สํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องก็
ดี
ที่
เชื่
อมั
นในการใช้
เหตุ
ผลหรื
อปั
ญญาญาณอั
นบริ
สุ
ทธิ
ของมนุ
ษย์
ในการ
ค้
นหาหลั
กความยุ
ติ
ธรรมตามที่
เป็
นอยู
จริ
งนั
นเกิ
ดขึ
นได้
จริ
งหรื
อไม่
?
เริ
มพิ
จารณาจากทรรศนะของ เซนต์
โทมั
ส อไควนั
ส เขาไม่
เชื่
อในการใช้
เหตุ
ผลของมนุ
ษย์
ค้
นหาหลั
กความยุ
ติ
ธรรมได้
เหมื
อนที่
อริ
สโตเติ
ลเชื่
ออยู
นั
น จึ
งให้
ยึ
ดถื
อเจตจํ
านงของพระเจ้
าดั
งคํ
ที่
ว่
า หลั
กธรรมหรื
อโองการหรื
อเจตจํ
านงของพระเจ้
าคื
อที่
มาของกฎหมายธรรมชาติ
และการเชื่
เช่
นนี
ก็
ไปสอดคล้
องกั
บความเชื่
อของชาวกรี
กโบราณเชื่
อว่
า ความยุ
ติ
ธรรมเป็
นเสมื
อนพระประสงค์
ของพระเจ้
า เจตจํ
านงของพลั
งแห่
งจั
กรวาล เป็
นเรื่
องโชคชะตาหรื
อพรหมลิ
ขิ
ตซึ
งเป็
นสิ
งกํ
าหนด
ควบคุ
ม ย ั
บย ั
ง บิ
ดผั
นหรื
อลบล้
างความปรารถนาของมนุ
ษย์
ดั
งที่
อาจารย์
จรั
ญ โฆษณานั
นท์
(จรั
ญ.
2549:381) สรุ
ปว่
าแนวคิ
ดแรกมี
ทรรศนะว่
า “ความยุ
ติ
ธรรม คื
อ เป็
นเสมื
อนหลั
กการครอบจั
กรวาล
และอภิ
ปรั
ชญา ซึ
งกํ
าหนดควบคุ
มการทํ
างานของพลั
งแห่
งธรรมชาติ
ทั
งหลายในจั
กรวาลให้
มี
ความ
สมดุ
ลและกลมกลื
นกั
นทั
งหมด” เซนต์
โทมั
ส อไควนั
ส จึ
งได้
เสนอทฤษฎี
อั
นหนึ
งในหนั
งสื
อชื่
อว่
“Summa Theologica” แล้
วได้
แยกกฎหมายออกเป็
น 4 ประเภท คื
อกฎหมายนิ
รั
นดร์
กฎหมาย
ธรรมชาติ
กฎหมายอั
นศั
กดิ
สิ
ทธิ
และกฎหมายของมนุ
ษย์
กฎหมายทั
งสี่
ประเภทนี
มนุ
ษย์
สามารถใช้
เหตุ
ผลค้
นหาได้
เฉพาะเพี
ยงแค่
กฎหมายธรรมชาติ
เท่
านั
น ส่
วนกฎหมายนิ
รั
นดร์
นั
นมนุ
ษย์
ไม่
มี
ทางรู
มี
แต่
พระเจ้
าเท่
านั
นที่
รู
ส่
วนกฎหมายธรรมชาติ
รู
ได้
ด้
วยเหตุ
ผลนั
น มนุ
ษย์
ก็
รู
ได้
ไม่
สมบู
รณ์
เป็
คุ
ณสมบั
ติ
ธรรมชาติ
ที่
พระเจ้
าประทานให้
เป็
นเสี
ยงแห่
งเหตุ
ผล ภายในตั
วเรานั
นทํ
าให้
เราทราบเอง
ได้
ว่
าอะไรถู
กอะไรผิ
เพื่
อให้
มนุ
ษย์
ที่
อ่
อนกํ
าลั
งหรื
อด้
อยทางปั
ญญาอยู
สามารถมี
หลั
กในการ
ประพฤติ
พระเจ้
าเองก็
ได้
เปิ
ดเผยสิ
งที่
ควรปฏิ
บั
ติ
ต่
อกั
นไว้
เรี
ยกว่
า กฎหมายศั
กดิ
สิ
ทธิ
ที่
เป็
นในรู