- 83 -
นั
กปราชญ์
ชาวกรี
กได้
ยื
นย ั
นระบบความยุ
ติ
ธรรม “ตาต่
อตา ฟั
นต่
อฟั
น” เอาไว้
ต่
อมา เซนต์
โทมั
ส
ฮไควนั
ส กล่
าวว่
า “ความยุ
ติ
ธรรมที่
ขาดความเมตตาปรานี
ก็
คื
อความโหดร้
าย ความเมตตาปรานี
ที่
ขาดความยุ
ติ
ธรรมก็
คื
อที่
มาแห่
งความวิ
บั
ติ
” เป็
นการเสนอให้
ใช้
หลั
กความยุ
ติ
ธรรมควบคู
่
กั
บหลั
ก
เมตตาธรรมและความรั
กในเพื่
อนมนุ
ษย์
จุ
ดยื
นเรื่
องการเน้
นความเอื
้
ออาทรในสั
งคมมนุ
ษย์
นั
้
น เป็
น
สิ ่
งมี
อยู
่
ในหลั
กคํ
าสอนของทุ
กศาสนาหรื
อแม้
แต่
ลั
ทธิ
ความเชื่
อทั
่
วไป อย่
างเช่
นในคํ
าสอนของพระ
เยซู
คริ
สต์
ที่
สอนให้
รู
้
จั
กการให้
อภั
ยอย่
างถึ
งที่
สุ
ด
ให้
ค่
าตอบแทนแก่
คุ
ณความดี
ของบุ
คคลอย่
าง
ครบถ้
วน ช่
วยเหลื
อทุ
กคนที่
เขามาหาเราเพราะเหตุ
ที่
เขามาหาเราด้
วยความหวั
งที่
ต้
องการที่
พึ
่
งพิ
งใน
ยามคั
บขั
นของชี
วิ
ต(ไม่
เว้
นแม้
แต่
ศั
ตรู
)เป็
นต้
น
สิ ่
งเหล่
านี
้
อาจดู
ไม่
เกี่
ยวกั
บความยุ
ติ
ธรรมตาม
กฎหมายของบ้
านเมื
องในทุ
กวั
นนี
้
แต่
ในทางหนึ
่
งเป็
นเหมื
อนกฎหมายจากพระเจ้
าที่
ปรากฏในพระ
คริ
สตธรรมคั
มภี
ร์
ตั
้
งแต่
เมื่
อประมาณ 3,500 ปี
ได้
มี
การบั
นทึ
กเป็
นลายลั
กษณะอั
กษรโดยโมเสสผู
้
นํ
า
ชาวอิ
สราเอลที่
ได้
อพยพออกมาจากแผ่
นดิ
นอี
ยิ
ปต์
ตามคํ
าบั
ญชาของพระเยโฮวาห์
องค์
พระผู
้
สร้
าง
โลกและจั
กรวาล กฎหมายดั
งกล่
าวมี
ลั
กษณะของการที่
มนุ
ษย์
ทุ
กคนมี
หน้
าที่
อย่
างหนึ
่
งที่
ต้
องทํ
าตาม
เจตจํ
านงของพระเจ้
า อาทิ
เช่
น สั ่
งว่
าผู
้
ที่
มี
กํ
าลั
งเหนื
อกว่
าต้
องแสดงออกถึ
งความรั
บผิ
ดชอบในหน้
าที่
ของการแบ่
งปั
นโอกาส ยิ ่
งกว่
านั
้
น ศาสนาคริ
สต์
ศาสนายิ
วและศาสนาอิ
สลาม ทั
้
งสามศาสนานี
้
ล้
วน
เชื่
อในพระเจ้
าองค์
เดี
ยวกั
น เราจะได้
ยิ
นหลั
กการแบ่
งปั
นความรั
กอย่
างเท่
าเที
ยมกั
น และดั
งที่
กล่
าว
มาแล้
วว่
าในพระเจ้
าองค์
นี
้
ให้
รั
กษากฎหมายและความยุ
ติ
ธรรม
โดยยื
นอยู
่
บนฐานของความรั
กที่
บริ
สุ
ทธิ
์
โดยที่
ต้
องเอื
้
ออาทรต่
อเด็
กกํ
าพร้
า หญิ
งม่
าย คนยากจน ต่
างๆในสั
งคม การทํ
าความดี
ไม่
ใช่
สิ
ทธิ
แต่
ทว่
าเป็
นหน้
าที่
ในยุ
คแรกเริ ่
มของการก่
อตั
้
งราชอาณาจั
กรของอิ
สราเอล(ต่
อมาแบ่
งเป็
น
อาณาจั
กรยู
ดาห์
และอิ
สราเอล)
พระเจ้
ากํ
าหนดให้
ใช้
ธรรมบั
ญญั
ติ
ในพระคั
มภี
ร์
เป็
นหลั
กของการ
ปกครอง กฎหมายในขณะนั
้
นจึ
งเป็
นเรื่
องเดี
ยวกั
นกั
บความยุ
ติ
ธรรมและต่
างก็
มี
ที่
มาจากพระเจ้
า
เหมื
อนกั
น พระราชาต้
องอยู
่
ภายใต้
กฎหมายเดี
ยวกั
นกั
บประชาชน แต่
ต่
อมาระบบการปกครองแบบ
กษั
ตริ
ย์
ได้
มี
การชั
กนํ
าไปสู
่
การแสวงหาอํ
านาจและทรั
พย์
สิ
นมากขึ
้
น
จนกระทั
่
งได้
ละทิ
้
งกฎหมาย
ของพระเจ้
า จึ
งนํ
ามาสู
่
ความพิ
นาศของสั
งคม เพราะผู
้
นํ
าผู
้
ปกครองประพฤติ
ตั
วไม่
ดี
ประชาชนก็
ต้
องประสพกั
บความเดื
อดร้
อนต่
างๆนานา
หลั
กความยุ
ติ
ธรรมตามพระคริ
สตธรรมคั
มภี
ร์
(สมาคมพระคริ
สตธรรมไทย.1998:
ก)
แท้
จริ
งมี
การบั
ญญั
ติ
เป็
นลายลั
กษณ์
อั
กษรไว้
ตั
้
งแต่
เมื่
อประมาณ 1,500 ปี
ก่
อนคริ
สตกาลแล้
ว โดยที่
มี
การกล่
าวถึ
งสิ
ทธิ
และหน้
าที่
เป็
นสิ
่
งที่
คู
่
กั
น เหมื
อนดั
งการเคารพต่
อหลั
กความยุ
ติ
ธรรมกั
บกฎหมาย
นั
้
นต้
องควบคู
่
กั
น ไม่
ใช่
แยกขาดจากกั
นอย่
างเป็
นสั
ดส่
วนหรื
อเป็
นคนละเรื่
อง อาทิ
เช่
นในพระคริ
สต
ธรรมคั
มภี
ร์
หนั
งสื
อปฐมกาล บทที่
1 ข้
อที่
26-29 มี
ใจความสรุ
ปดั
งนี
้
“แล้
วพระเจ้
าตรั
สว่
า ‘ให้
เรา
สร้
างมนุ
ษย์
ตามฉายาตามอย่
างของเรา ให้
ครอบครองฝู
งปลาในทะเล ฝู
งนกในอากาศและฝู
งสั
ตว์
ให้
ปกครองแผ่
นดิ
นทั
่
วไป และสั
ตว์
ต่
างๆที่
เลื
้
อยคลานบนแผ่
นดิ
น’ พระเจ้
าจึ
งทรงสร้
างมนุ
ษย์
ขึ
้
น
ตามฉายาของพระองค์
ตามพระฉายาของพระเจ้
านั
้
น พระองค์
ทรงสร้
างมนุ
ษย์
ขึ
้
น และได้
ทรงสร้
าง