- 82 -
ด้
วยกั
นซึ
่
งมาจากการใช้
อํ
านาจทางทหารเป็
นหลั
ก
ต่
อมาจั
กรพรรดิ
จั
สติ
เนี
ยนเห็
นถึ
งความวุ
่
นวาย
ปั ่
นป่
วนที่
จะเกิ
ดขึ
้
นจึ
งได้
ตั
้
งระบบกฎหมายกลางขึ
้
นมาใช้
แทนกองกํ
าลั
งทหาร เพราะสํ
านึ
กได้
ว่
า
ที่
ใดมี
การใช้
อํ
านาจที่
นั
่
นมี
การต่
อต้
านอํ
านาจ ความสงบสุ
ขไม่
สามารถเกิ
ดขึ
้
นได้
ด้
วยการทํ
าสงคราม
เสมอไป จึ
งหั
นมาใช้
หลั
กกฎหมายธรรมชาติ
โดยที่
ไม่
สามารถอธิ
บายว่
า ความยุ
ติ
ธรรมคื
ออะไรและ
มาจากอะไร? แต่
ให้
เชื่
อในหลั
กคํ
าสอนของนั
กนิ
ติ
ศาสตร์
ที่
ว่
า “ความยุ
ติ
ธรรมคื
อเจตจํ
านงอั
นแน่
ว
แน่
ตลอดกาลที่
จะให้
แก่
ทุ
กคนตามส่
วนที่
เขาควรจะได้
”(สมยศ.2545:209)
จากประโยคคํ
าขวั
ญ
ปลอบใจของนั
กปกครองชาวโรมั
นดั
งกล่
าว ได้
สร้
างวงการนิ
ติ
ศาสตร์
เชิ
งระบบที่
ยิ ่
งใหญ่
ให้
แก่
โลก
จนเป็
นเหมื
อนเสาเอกทางสั
งคมแทนกองทั
พ บางที
เราผู
้
เกิ
ดภายหลั
งยุ
คสมั
ยนั
้
นประมาณ 1,500 ปี
เมื่
อได้
ยิ
นได้
เรี
ยนหลั
กกฎหมายที่
บั
ญญั
ติ
ตามหลั
กวิ
ชาการและอํ
านาจของรั
ฐผู
้
ปกครองบ้
านเมื
องทุ
ก
วั
นนี
้
เราก็
ย ั
งมี
ความแคลงใจอยู
่
ว่
า มั
นไม่
ยุ
ติ
ธรรมอย่
างแท้
จริ
งๆเสมอไปและเมื่
อมองดู
กั
นจริ
งๆแล้
ว
เราว่
ามี
บางสิ ่
ง เช่
น ธรรมเนี
ยมปฏิ
บั
ติ
จารี
ตประเพณี
ศี
ลธรรม จริ
ยธรรม และคุ
ณธรรมเรื่
องความรั
ก
ความเมตตา หรื
อแม้
แต่
กติ
กาชาวบ้
านที่
อยู
่
นอกระบบกฎหมายบ้
านเมื
องนั
้
นย ั
งมี
ความยุ
ติ
ธรรมกว่
า
ในเชิ
งของความถู
กต้
องสอดคล้
องเที่
ยงตรงต่
อความจริ
งอย่
างที่
ควรจะเป็
นเสี
ยอี
ก(ตามมโนสํ
านึ
กผิ
ด
ชอบชั
่
วดี
) ที่
บรรดาอาจารย์
ท่
านสอนต่
อๆกั
นมาว่
า “วิ
ชานิ
ติ
ศาสตร์
เป็
นวิ
ชาที่
ว่
าด้
วยความถู
กต้
อง
และความไม่
ถู
กต้
อง เป็
นวิ
ชากว่
าด้
วยความเป็
นธรรมและความอยุ
ติ
ธรรม”(สมยศ. เพิ
่
งอ้
าง) นั
้
น ท่
าน
ก็
ไม่
มี
สั
กคนหนึ
่
งเลยที่
กล้
ายื
นย ั
นว่
า ความยุ
ติ
ธรรมคื
ออะไร? ผู
้
วิ
จั
ยเมื่
อได้
ยิ
นคํ
าตอบเช่
นนี
้
จากครู
บา
อาจารย์
ผู
้
สอนแล้
วเกิ
ดความหวั
่
นไหวอย่
างยิ ่
งว่
า แล้
วที่
รํ
่
าเรี
ยนกั
นมานั
้
นจะพู
ดได้
อย่
างไรว่
า นั
ก
นิ
ติ
ศาสตร์
คื
อผู
้
สร้
างนั
กกฎหมาย นั
กปกครอง นั
กการเมื
องและประชาชนทั
่
วไปให้
เป็
นผู
้
พิ
ทั
กษ์
ความยุ
ติ
ธรรม ปรากฏว่
าผลผลิ
ตที่
ออกมาตามท้
องตลาด เราพบแต่
นั
กกฎหมายแบบศรี
ธนนชั
ย ไม่
ค่
อยพบคนแบบเปาบุ
้
นจิ
้
น เราจะต้
องโทษว่
าเป็
นความผิ
ดของใคร? ที่
เราพบว่
าสั
งคมที่
เราอาศั
ยอยู
่
เกิ
ดความยุ
ติ
ธรรม(ตามมโนสํ
านึ
กไม่
ใช่
ตามกฎหมาย) เราคงโทษใครไม่
ได้
นอกจากตั
วของเราเอง
ทุ
กคนที่
ไม่
มี
ใครสนใจแก่
นแท้
ของความยุ
ติ
ธรรมคื
ออะไร? สนใจแต่
ว่
าเราจะได้
อะไรบางอย่
างได้
อย่
างไร? เรามั
กจะถามว่
าเราจะได้
อะไรกั
บโลก แต่
ลื
มนึ
กไปว่
าเราควรจะให้
แก่
โลกนี
้
บ้
าง สั
งคม
ของเราจึ
งมี
แต่
ความวุ
่
นวายเพราะความเห็
นแก่
ประโยชน์
ส่
วนตนและโลภมากอย่
างไม่
รู
้
จั
กสิ
้
นสุ
ด
ดั
งคํ
ากล่
าวของท่
านมหาตะมะคานที
ที่
ว่
าถ้
าเราเอาทรั
พยากรมาแบ่
งให้
แก่
ทุ
กคนมั
นก็
พอใช้
แต่
ถ้
า
เราเอาทรั
พยากรทั
้
งโลกมากองให้
แก่
คนเดี
ยวเขาก็
ย ั
งรู
้
สึ
กว่
าน้
อยเกิ
นไป พระพุ
ทธเจ้
าบอกว่
า มนุ
ษย์
นั
้
นไม่
รู
้
จั
กพอ
ดั
งนั
้
นหลั
กการแบ่
งสั
นปั
นส่
วนของท่
านอริ
สโตเติ
้
ลจึ
งย ั
งไม่
ใช่
หลั
กประกั
นความ
ยุ
ติ
ธรรมอย่
างแท้
จริ
ง แม้
ว่
าจะเป็
นหลั
กการที่
ดี
ที่
สุ
ดเท่
าที่
มนุ
ษย์
ที่
ใช้
เหตุ
ผลมากว่
าหลั
กความศรั
ทธา
สามารถคิ
ดค้
นได้
ในขณะนั
้
นและแม้
แต่
ในขณะนี
้
นิ
ยามของความยุ
ติ
ธรรมตามหลั
กคํ
าสอนในศาสนา
จากแนวคิ
ดกรี
กโบราณและอาณาจั
กรโรมั
นที่
เคยยิ ่
งใหญ่
เราไม่
พบว่
ามี
ใครสามารถกํ
าหนด
นิ
ยามคํ
าว่
ายุ
ติ
ธรรมได้
ดี
ไปกว่
า การแบ่
งสั
นปั
นส่
วนกั
บการชดใช้
ความเสี
ยหาย ดั
งที่
ท่
านอริ
สโตเติ
้
ล