Page 89 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 81 -
สมั
ยโบราณ ไม่
ว่
าจะเป็
นชาวกรี
ก, ชาวอี
ยิ
ปต์
หรื
อชาวโรมั
นได้
ใช้
เครื่
องชั
งสสาร(ตราชู
)มาชั ่
งหลั
ความยุ
ติ
ธรรมในการตั
ดสิ
นคดี
ความได้
ในขณะเดี
ยวกั
น เพลโตให้
นิ
ยามว่
า “ความยุ
ติ
ธรรมหมายถึ
ง การทํ
ากรรมดี
หรื
อการทํ
าสิ
งที่
ถู
กต้
อง” ได้
เน้
นย ํ
าว่
าความยุ
ติ
ธรรมคื
อ “การให้
ทุ
กคนตามส่
วนที่
จะพึ
งได้
รั
บ” (จรั
ญ.2549: 386) เป็
การนิ
ยามความของความยุ
ติ
ธรรมให้
สนองต่
อการกระทํ
าของมนุ
ษย์
ด้
วยกั
นเอง เพื่
อประโยชน์
สุ
ของมนุ
ษย์
ที่
ต้
องอยู
ร่
วมกั
นเป็
นสั
งคมมี
ความหลากหลายทางความคิ
ด มี
ความต้
องการอย่
างไม่
สิ
นสุ
ทั
งทางร่
างกายและจิ
ตใจอย่
างมนุ
ษย์
จึ
งให้
คํ
านิ
ยามเรื่
องความยุ
ติ
ธรรมที่
มี
ความยึ
ดติ
ดกั
บ “ความ
ยุ
ติ
ธรรมในการแบ่
งสั
นปั
นส่
วน” หรื
อ “ความยุ
ติ
ธรรมเพื่
อประโยชน์
สุ
ขทางสั
งคม” ซึ
งใช้
แนวคิ
แบบอภิ
ปรั
ชญาที่
ยากแก่
การเข้
าใจอยู
มากมาอธิ
บายเรื่
องของความยุ
ติ
ธรรม ซึ
งส่
วนมากย ั
งไม่
คิ
ดถึ
การยึ
ดถื
อกฎหมายเป็
นสิ ่
งที่
สมบู
รณ์
แบบของความยุ
ติ
ธรรม คงย ั
งเชื่
อว่
า ความยุ
ติ
ธรรมมี
ลั
กษณะ
บางประการที่
ตั
งอยู
เหนื
อกฎหมาย
แต่
มี
กฎหมายเป็
นเสมื
อนเครื่
องมื
อเป็
นส่
วนประกอบหนึ
งของ
ความยุ
ติ
ธรรมที่
ดี
ที่
สุ
ด เพื่
อสั
งคมมนุ
ษย์
มี
ความสมบู
รณ์
ตามอุ
ดมคติ
หรื
อความใฝ่
ฝั
นในใจ(ที่
ห่
างไกล
จากพระเจ้
า) ต่
อมาได้
มี
คํ
าอธิ
บายจากอริ
สโตเติ
ลได้
ให้
คํ
าอธิ
บายนิ
ยามความหมายของคํ
าว่
ายุ
ติ
ธรรม
อย่
างเป็
นระบบไว้
ว่
า มี
สองประเภท คื
1. ความยุ
ติ
ธรรมโดยธรรมชาติ
หมายถึ
งหลั
กความยุ
ติ
ธรรมซึ
งมี
ความเป็
นสากล ใช้
ได้
ต่
มนุ
ษย์
ทุ
กคน ไม่
มี
ขอบเขตจํ
ากั
ด และอาจค้
นพบได้
โดย “เหตุ
ผลบริ
สุ
ทธิ
”ของมนุ
ษย์
และ
2. ความยุ
ติ
ธรรมตามแบบแผน หมายถึ
ง ความยุ
ติ
ธรรมซึ
งเป็
นไปตามตั
วบทกฎหมายของ
บ้
านเมื
องหรื
อธรรมนิ
ยมปฏิ
บั
ติ
ของแต่
ละสั
งคมหรื
อชุ
มชน
ความยุ
ติ
ธรรมลั
กษณะนี
อาจเข้
าใจ
แตกต่
างกั
นตามสถานที่
และอาจเปลี่
ยนแปลงได้
ตามกาลเวลาหรื
อตามความเหมาะสม
ส่
วนความยุ
ติ
ธรรมโดยธรรมชาติ
หรื
อความยุ
ติ
ธรรมเฉพาะเรื่
องนั
ได้
แบ่
งจํ
าแนกความ
แตกต่
างระหว่
างเรื่
องความยุ
ติ
ธรรมในการแบ่
งสั
นปั
นส่
วนและความยุ
ติ
ธรรมในการแก้
ไขชดใช้
ความเสี
ยหาย ความยุ
ติ
ธรรมในการแบ่
งสั
นปั
นส่
วน หมายถึ
งความยุ
ติ
ธรรมที่
เกี่
ยวกั
บข้
องกั
บการ
แบ่
งสั
นปั
นส่
วนทรั
พย์
สิ
น สิ
ทธิ
หน้
าที่
เกี
ยรติ
ยศ หรื
ออํ
านาจในสั
งคมภายใต้
เรื่
องความเสมอภาค
โดยคํ
านึ
งถึ
งความแตกต่
างของแต่
ละบุ
คคลทั
งในแง่
ของคุ
ณธรรม ความสามารถ หรื
อผลงานต่
างๆ
การแบ่
งสั
นปั
นส่
วน เราคงสั
มผั
สได้
ถึ
งความยุ
ติ
ธรรมในลั
กษณะของมนุ
ษย์
นิ
ยมนี
ได้
ว่
า เน้
นสิ
งที่
ปั
จเจกชนคนหนึ
งจะได้
รั
บจากการสั
งคม(ธรรมชาติ
) ไม่
ใช่
ปั
จเจกชนยอมสละส่
วนหนึ
งเพื่
อสั
งคม
ส่
วนรวม ทํ
าให้
เกิ
ดการแก่
งแย่
งกั
นอย่
างมากในการได้
มาซึ
งสั
ดส่
วนที่
พึ
งจะได้
รั
บจากธรรมชาติ
ตาม
กํ
าลั
งความรู
ความสามารถของบุ
คคล ตามความมั ่
งคั ่
งทางเศรษฐกิ
จหรื
ออํ
านาจทางการเมื
อง จึ
งเป็
ที่
มาของการทํ
าสงครามฆ่
าล้
างเผ่
าพั
นธุ
มนุ
ษย์
เพราะเมื่
อต้
องการสิ
งใดก็
ใช้
กํ
าลั
งทางทหารที่
เหนื
อกว่
าเข้
าบั
งคั
บเอากั
บคนกลุ
มอื่
นที่
มี
จํ
านวนคนน้
อยกว่
าหรื
อฝั
กใฝ่
ในการสงครามน้
อยกว่
า เกิ
การล่
มสลายของเมื
องโบราณที่
เคยมี
ชื่
อเสี
ยง วั
ฒนธรรมองค์
ความรู
ภู
มิ
ปั
ญญาทั
งหลายที่
มนุ
ษยชาติ
เคยคิ
ดค้
นและสั ่
งสมมาถู
กเผ่
าทํ
าลายด้
วยไฟสงคราม
และมี
การพยายามรวบรวมดิ
นแดนต่
างๆเข้