- 80 -
โรมั
นคาทอลิ
กและยิ ่
งกว่
านั
้
นมนุ
ษย์
ทุ
กคนกลั
บมี
สิ
ทธิ
เสรี
ภาพในการใช้
ชี
วิ
ตครอบครั
ว
เช่
นการ
แต่
งงานไม่
ใช่
สิ ่
งต้
องห้
ามสํ
าหรั
บผู
้
ที่
ถวายตั
วรั
บใช้
พระเจ้
า
การมี
ลู
กก็
เป็
นสิ
่
งที่
มี
ได้
ตามธรรมชาติ
และกฎเกณฑ์
ของพระเจ้
าไม่
ต้
องห้
าม เป็
นต้
น ต่
อมานั
กคิ
ดฝ่
ายที่
สนั
บสนุ
นอํ
านาจของกษั
ตริ
ย์
และ
ระบบศั
กดิ
นาได้
เสนอให้
เลิ
กเชื่
อว่
ามี
นรกสวรรค์
เสี
ยด้
วย แต่
เนื
้
อหากฎหมายได้
รั
บการพั
ฒนาอย่
าง
จริ
งจั
งในฐานะที่
เป็
นบรรทั
ดฐานทางสั
งคมยุ
คใหม่
ซึ
่
งเป็
นเรื่
องของมนุ
ษย์
ล้
วนๆ
ใช้
แทนเรื่
อง
หลั
กธรรมในศาสนา มี
การก่
อตั
้
งทฤษฎี
เพื่
ออธิ
บายประเด็
นเรื่
องเนื
้
อหากฎหมายที่
เป็
นธรรม เรื่
อง
ที่
มาของอํ
านาจรั
ฐ
เรื่
องสิ
ทธิ
มนุ
ษยชนและเรื่
องความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างประเทศใหม่
ตามยุ
คแห่
ง
เหตุ
ผลของมนุ
ษย์
บางครั
้
งก็
วางอยู
่
บนหลั
กคิ
ดแบบศาสนาวิ
ทยาศาสตร์
ที่
ไม่
เชื่
อว่
ามี
พระเจ้
า แต่
ได้
กํ
าหนดให้
สติ
ปั
ญญาของมนุ
ษย์
หรื
อมนุ
ษย์
เองนั
้
นแหละเป็
นพระเจ้
า
สามารถชี
้
เป็
นชี
้
ตายให้
แก่
ความถู
กผิ
ดในสั
งคมได้
เหตุ
ที่
นั
กคิ
ดยุ
คนี
้
ได้
หั
นหลั
งให้
แก่
หลั
กธรรมก็
เนื่
องด้
วยผู
้
นํ
าฝ่
ายศาสนาจั
กร
อ้
างอํ
านาจตั
วแทนของสวรรค์
เพื่
อควบคุ
มฝ่
ายการเมื
องโดยไม่
ถู
กต้
องตามหลั
กคํ
าสอนของพระเจ้
า
นั ่
นเอง จากจุ
ดเริ
่
มแรกที่
ความแตกหั
กของลั
ทธิ
ความเชื่
อของนิ
กายโปรเตสแตนท์
ที่
โจมตี
การความ
บกพร่
องต่
างๆของนิ
กายโรมั
นคาทอลิ
ก จึ
งได้
นํ
าไปสู ่
การแบบแยกแคว้
นเป็
นรั
ฐต่
างๆ และมี
การ
สนั
บสนุ
นระบบกษั
ตริ
ย์
ที่
เป็
นอิ
สระไม่
ต้
องขึ
้
นกั
บฝ่
ายศาสนาที
ละรั
ฐสองรั
ฐจนสามารถลดทอน
บทบาทของศาสนจั
กรฝ่
ายโรมั
นคาทอลิ
ดอย่
างเป็
นรู
ปธรรมในที่
สุ
ด คํ
าอธิ
บายเรื่
องความยุ
ติ
ธรรมใน
ยุ
คนี
้
จึ
งย ้
อนกลั
บไปดู
แนวคิ
ดของกรี
กและโรมั
น โดยไม่
ถื
อว่
าหลั
กความยุ
ติ
ธรรมเป็
นพระลั
กษณะ
หนึ
่
งพระเจ้
าหรื
อถื
อว่
าความบุ
ติ
ธรรมไม่
ใช่
เจตจํ
านงของพระเจ้
าแต่
เป็
นเหตุ
ผลที่
มนุ
ษย์
มี
อยู ่
เองตาม
ธรรมชาติ
ตามที่
โฮมเมอร์
ซึ
่
งเป็
นชาวกรี
กโบราณ ได้
แสดงทรรศนะที่
ว่
า ความยุ
ติ
ธรรมเป็
น
คุ
ณธรรมหรื
อความถู
กต้
องเชิ
งสั
มพั
ทธ์
หรื
อเรี
ยกว่
าความยุ
ติ
ธรรมและกฎหมายรวมตั
วกั
นเป็
น
อิ
นทรี
ย์
เดี
ยวกั
น
กฎหมายทํ
าหน้
าที่
เป็
นแขนขา
หรื
อเครื่
องมื
อของความยุ
ติ
ธรรม
แนวคิ
ดนี
้
เหมื
อนกั
บของชาวฮิ
นดู
ที่
มองในทรรศนะว่
า ความยุ
ติ
ธรรมคื
อเรื่
องของเอกภาพหรื
อความกลมกลื
น
ซึ
่
งเป็
นขั
้
วตรงข้
ามกั
บเรื่
องความขั
ดแย ้
งหรื
อความรุ
นแรงหรื
อความไม่
เป็
นระเบี
ยบต่
างๆ ขงจื
้
อที่
มอง
ในทรรศนะที่
ว่
า “ความยุ
ติ
ธรรมเป็
นสารั
ตถะของความถู
กต้
อง หรื
อความดี
งามต่
างๆ” (จรั
ญ.2549)
โดยไม่
จํ
าเป็
นต้
องอ้
างว่
ามาจากเจตจํ
านงพระเจ้
า รวมถึ
งแนวคิ
ดแบบพุ
ทธศาสนาที่
ไม่
เชื่
อว่
ามี
พระ
เจ้
า
แต่
ได้
ยกย่
องสติ
ปั
ญญาของมนุ
ษย์
และความต้
องการพื
้
นฐานของสั
งคมมนุ
ษย์
ที่
ต้
องอาศั
ยอยู ่
ร่
วมกั
น โดยเมื่
อผนวกกั
บภู
มิ
ปั
ญญาตะวั
นตกที่
แยกเป็
นหลั
กปรั
ชญา คณิ
ตศาสตร์
มานุ
ษยวิ
ทยา
สั
งคมวิ
ทยาและโดยเฉพาะวิ
ทยาศาสตร์
จึ
งได้
คํ
าอธิ
บายเรื่
องความยุ
ติ
ธรรมใหม่
ตามที่
ท่
าน
พิ
ทากอรั
ส อธิ
บายว่
า “ความยุ
ติ
ธรรมนั
้
นเปรี
ยบได้
กั
บตั
วเลขยกกํ
าลั
งสอง กล่
าวคื
อ มั
นให้
ความ
เท่
ากั
นคื
นแก่
สิ ่
งที่
เท่
ากั
น และดั
งนั
้
นจึ
งมี
ลั
กษณะเป็
นตั
วคู
ณสองตั
วที่
เหมื
อนกั
น ความยุ
ติ
ธรรมจึ
ง
บั
งคั
บให้
ตอบแทนหรื
อให้
รางวั
ลกรรมดี
ในระดั
บปริ
มาณเดี
ยวกั
บกรรมดี
นั
้
น
หรื
อหมายถึ
งการ
ลงโทษบุ
คคลให้
สาสมเท่
าเที
ยมกั
บความผิ
ดที่
ก่
อขึ
้
น”(จรั
ญ.เพิ
่
งอ้
าง) เราแทบไม่
คาดคิ
ดว่
า ความ
ยุ
ติ
ธรรม กั
บ หลั
กตั
วเลขทางคณิ
ตศาสตร์
สามารถเป็
นคํ
านิ
ยามให้
แก่
กั
นได้
แต่
ก็
ปฏิ
เสธไม่
ได้
ที่
ตั
้
งแต่