Page 86 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 78 -
คิ
ดใช้
เหตุ
ผล จึ
งย่
อมถู
กกํ
าหนดควบคุ
มโดย “เหตุ
ผล” อั
นเป็
นสากลดั
งกล่
าว เหตุ
ผลในฐานะเป็
พลั
งทางจั
กรวาลจึ
งเข้
าไปครอบคลุ
มทุ
กสิ
งทุ
กอย่
างรวมทั
งเป็
นพื
นฐานของกฎหมายและความ
ยุ
ติ
ธรรมด้
วย ดั
งนี
กฎเกณฑ์
ธรรมชาติ
หรื
อกฎหมายธรรมชาติ
จึ
งย่
อมถื
อเป็
นสิ ่
งเดี
ยวกั
บกฎเกณฑ์
แห่
งเหตุ
ผล
โดยเหตุ
นี
มนุ
ษย์
จึ
งย่
อมเข้
าถึ
งกฎหมายธรรมชาติ
ได้
ด้
วยการใช้
เหตุ
ผลของเขาเองและ
เหตุ
ผลนี
เองที่
ทํ
าให้
มนุ
ษย์
แตกต่
างไปจากสิ
งมี
ชี
วิ
ตอื่
นๆ...”(จรั
ญ.เพิ
งอ้
าง)
คํ
าอธิ
บายที่
มากราย
ละเอี
ยดขึ
นนี
ก็
ได้
ช่
วยให้
เราทราบว่
ามนุ
ษย์
ส่
วนหนึ
งเชื่
อว่
ามี
หลั
กความยุ
ติ
ธรรมอยู
ตามธรรมชาติ
มนุ
ษย์
ต้
องประพฤติ
ตั
วให้
สอดคล้
องกั
บธรรมชาติ
มี
ความกลมกลื
นกั
นไม่
มี
ความแตกต่
างเรื่
อง
ระหว่
างเชื
อชาติ
เผ่
าพั
นธุ
หรื
อศาสนา ให้
มี
จิ
ตใจกว้
างขึ
นและยอมรั
บเรื่
องความเสมอภาคของมนุ
ษย์
ทุ
กคนบนโลกนี
ความคิ
ดเรื่
องความเสมอภาคภายใต้
กฎหมายธรรมชาติ
นี
ชาวโรมั
นได้
นํ
าไปพั
ฒนา
ต่
อมากลายเป็
นกฎหมายที่
ให้
ความเป็
นธรรมแก่
คนต่
างด้
าวเกิ
ดความสั
มพั
นธ์
อั
นดี
ต่
อกั
น พร้
อมทั
งย ั
ใช้
เป็
นรากฐานอั
นสํ
าคั
ญในการยื
นย ั
นเรื่
องสิ
ทธิ
ทรั
พย์
สิ
น และเรื่
องการใช้
หนี
มี
ส่
วนโดยตรงต่
การปลดปล่
อยทาสให้
เป็
นไทโดยการไถ่
ตั
วเองหรื
อผู
อื่
นไถ่
ให้
ซิ
เซโร่
ผู
นี
มี
ชี
วิ
ตอยู
ในช่
วงปี
106-43 ปี
ก่
อนคริ
สตกาล เป็
นผู
ที่
ประยุ
กต์
ความคิ
ดของเซโน
ให้
เป็
นรู
ปธรรม สร้
างกรอบการบั
ญญั
ติ
กฎหมายบ้
านเมื
องให้
สอดคล้
องกั
บกฎหมายธรรมชาติ
การที่
เน้
นให้
กฎหมายบ้
านเมื
องวางอยู
บนหลั
กกฎหมายธรรมชาติ
นี
มี
คุ
ณู
ปการอย่
างมากต่
อความเป็
ธรรมในสั
งคมที่
ผู
คนอยู
ร่
วมกั
นอย่
างหลากหลายเชื
อชาติ
เผ่
าพั
นธุ
กฎหมายโรมั
นได้
ยื
นย ั
นแข็
งขั
นว่
ความยุ
ติ
ธรรมมี
อยู
จริ
งในธรรมชาติ
เป็
นเจตนํ
านงอั
นแน่
วแน่
ที่
จะให้
แก่
ผู
สมควรได้
และกฎหมาย
เพี
ยงแค่
วางกรอบกว้
างๆให้
ความยุ
ติ
ธรรมมี
โอกาสแสดงตั
วอย่
างเป็
นระบบเท่
านั
ต่
อมาตั
งแต่
คริ
สตวรรษที่
5-12 ทางวิ
ชาการเรี
ยกว่
ายุ
คมื
ด เมื่
อเข้
าสู
ยุ
คมื
ดกฎหมายที่
เป็
นส่
วนหนึ
งของวั
ฒนธรรม
ทางสั
งคม ก็
เข้
าสู
ยุ
คที่
แนวคิ
ดทางภู
มิ
ปั
ญญาของมนุ
ษย์
ถู
กครอบง ํ
าด้
วยหลั
กข้
อเชื่
อในศาสนาคริ
สต์
ที่
มี
ศาสนจั
กรโรมั
นคาทอลิ
กครอบง ํ
าเหนื
ออํ
านาจทางการเมื
องและกฎหมาย กฎหมายธรรมชาติ
ก็
ถู
กลดระดั
บลงมาอยู
ภายใต้
กฎหมายของพระเจ้
าอี
กชั
นหนึ
ง นั
กคิ
ดที่
สํ
าคั
ญในกลุ
มนี
ถื
อว่
าเป็
นนั
คิ
ดในกลุ ่
มสํ
านั
กกฎหมายธรรมชาติ
เช่
นกั
เพราะยอมรั
บว่
ากฎหมายธรรมชาติ
มี
อยู
จริ
แต่
ได้
เปลี่
ยนแนวความคิ
ดเกี่
ยวกั
บลํ
าดั
บศั
กดิ
ของกฎหมายเสี
ยใหม่
รวมถึ
งเนื
อหาของเหตุ
ผลด้
วย
แนวคิ
ดนี
เชื่
อว่
“...มนุ
ษย์
มี
บาปมาตั
งแต่
กํ
าเนิ
ดจากบาปของมนุ
ษย์
ที่
ไม่
เชื่
อฟั
งหลั
กธรรม
คํ
าสั
งของพระเจ้
า...มั
กจะไม่
กระทํ
าความดี
โดยสมั
ครใจ แต่
ต้
องมี
การบั
งคั
บ โดยรั
ฐจะเป็
นองค์
กรที่
จะทํ
าหน้
าที่
ปกป้
องสั
นติ
ภาพและบั
งคั
บให้
บุ
คคลทํ
าความดี
ภายใต้
การแนะนํ
าควบคุ
มอี
กชั
นหนึ
ของศาสนจั
กร...ต้
องควบคุ
มกฎหมายที่
มนุ
ษย์
บั
ญญั
ติ
ขึ
นหรื
อแม้
กฎหมายธรรมชาติ
สอดคล้
องหรื
ใกล้
เคี
ยงกั
บหลั
กธรรมคํ
าสอนของพระเจ้
าให้
มากที่
สุ
ด โดยเหตุ
นี
ศาสนจั
กรต้
องมี
สถานะสู
งกว่
ารั
...” (จรั
ญ.2549: 136) ในคํ
าอธิ
บายของอาจารย์
จรั
ญดั
งกล่
าว เซนต์
ออกุ
สติ
น เสนอว่
า ‘กฎหมายที่
ไม่
ถู
กต้
องตามกฎศาสนาเป็
นกฎหมายที่
ใช้
บั
งคบไม่
ได้
ดั
งนั
นจึ
งบั
งคั
บให้
รั
ฐอยู
ใต้
อิ
ทธิ
พลของ
ศาสนา
ตั
งแต่
นั
นมากฎหมายยุ
โรปก็
มี
ความสั
มพั
นธ์
อย่
างใกล้
ชิ
ดกั
บกฎของศาสนา
ซึ
งก็
ย ั