Page 85 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 77 -
ผู
หญิ
งกั
บผู
ชายมี
สิ
ทธิ
เท่
าเที
ยมกั
น(ในอุ
ดมคติ
)ผู
หญิ
งจํ
านวนไม่
น้
อยก็
นิ
ยมมี
สามี
พร้
อมกั
นที
เดี
ยว
หลายๆคน โดยอ้
างว่
าเพื่
อความเป็
นธรรมทางสั
งคมจึ
งไม่
ต้
องมี
การสมรสก่
อนมี
เพศสั
มพั
นธ์
หรื
ทดลองอยู
ด้
วยกั
นไปก่
อนที่
จะสมรสกั
นตามประเพณี
เพราะสมรสแล้
วเปลี่
ยนคู
นอนยากกว่
าคนที่
ย ั
ไม่
เคยมี
คู
สมรส(แต่
มี
ประสบการณ์
มาก)
ทํ
าให้
เราเริ
มสงสั
ยในความเป็
นจริ
งว่
าแนวคิ
ดกฎหมาย
ธรรมชาติ
ที่
มุ
งสนั
บสนุ
นให้
เกิ
ดการเคารพในสิ
ทธิ
มนุ
ษยชนว่
ามี
สิ
ทธิ
เสรี
ภาพและความเสมอภาค
กั
นนี
สามารถประกั
นได้
เพี
ยงใดว่
าสิ
งนี
คื
อความเป็
นธรรมที่
ยุ
ติ
ธรรมจริ
ถ้
าหากเราเชื่
อว่
าความยุ
ติ
ธรรมคื
ออุ
ดมคติ
ที่
สู
งที่
สุ
ดในคุ
ณค่
าภายในของกฎหมายของสํ
านั
ความคิ
ดนี
ในการศึ
กษาครั
งนี
เราคงต้
องแสวงหาที่
มาของคํ
าอธิ
บายนิ
ยามของคํ
าว่
าความยุ
ติ
ธรรม
จากแนวคิ
ดนี
ได้
แม้
ว่
าอาจเป็
นเพี
ยงอุ
ดมคติ
อย่
างหนึ
งที่
ไม่
อาจเป็
นได้
ในวั
นนี
แต่
เป็
นการแสดง
เจตนาอย่
างหนึ
งของมนุ
ษย์
ที่
อยากให้
โลกของอุ
ดมคติ
ปรากฏตั
วขึ
นจริ
ง อย่
างเช่
นหากเราจะเด็
ดยอด
มะพร้
าวอ่
อนมารั
บประทาน
เราคงจํ
าเป็
นต้
องตั
ดต้
นมะพร้
าวลงมาทํ
าการผ่
าเปลื
อกที่
ห่
อหุ
มอย่
าง
หนาๆแข็
งและสากออกไปก่
อน จนเห็
นเนื
ออ่
อนสี
ขาวๆของยอดมะพร้
าวที่
ซ่
อนอยู
ข้
างในเมื่
อเราใช้
ฟั
นกั
ดแทะรั
บประทานด้
วยปากได้
ในที่
สุ
แม้
เข้
าใจได้
ไม่
มากนั
กแต่
เราเพี
ยงต้
องการความหมาย
ของคํ
าว่
าความยุ
ติ
ธรรมตามแนวคิ
ดของสํ
านั
กนี
อย่
างสรุ
ปรวบรั
ดเพื่
อให้
เข้
าใจได้
ง่
ายขึ
นถึ
งภาพรวม
ที่
แตกต่
างกั
นระหว่
างแนวคิ
ดเท่
านั
อริ
สโตเติ
ล เป็
นหนึ
งในสานุ
ศิ
ษย์
ของเพลโตกล่
าวว่
า “มนุ
ษย์
เมื่
อบรรลุ
ซึ
งความสมบู
รณ์
เพี
ยบพร้
อมแล้
ว เขาจะเป็
นสั
ตว์
โลกที่
ประเสริ
ฐที่
สุ
ด แต่
ทว่
าเมื่
อใดที่
มนุ
ษย์
ถู
กตั
ดห่
างจากกฎหมาย
และความยุ
ติ
ธรรม เขาก็
จะกลายเป็
นสั
ตว์
โลกที่
เลวร้
ายมากที่
สุ
ด”(จรั
ญ.2549:129) ส่
วนแนวคิ
ดของ
ท่
านอริ
สโตเติ
ลนั
นสรุ
ปได้
ว่
“...แม้
เราสามารถหามนุ
ษย์
ที่
ฉลาดปราศเปรื่
องหรื
อสมบู
รณ์
เพี
ยบพร้
อมดั
งพระเจ้
าตามทรรศนะของเพลโตก็
ตาม รั
ฐนั
นก็
ย ั
งต้
องปกครองด้
วยกฎหมายอยู
นั ่
นเอง
และกฎหมายที่
เหมาะสมในการปกครองสั
งคมก็
คื
อกฎหมายธรรมชาติ
หรื
อความยุ
ติ
ธรรมโดย
ธรรมชาติ
...เหตุ
ผลของมนุ
ษย์
เป็
นส่
วนหนึ
งของธรรมชาติ
หรื
อจุ
ดหมายปลายทาง...ในสภาพที่
ของ
แต่
ละสิ
งได้
พั
ฒนาตั
วมั
นเองจนสมบู
รณ์
เต็
มที่
นั
นแหละจึ
งเรี
ยกได้
ว่
าเป็
น “ธรรมชาติ
” ของมั
ธรรมชาติ
ในความหมายเช่
นนี
จึ
งย่
อมหมายถึ
งสภาพอั
นพั
ฒนาถึ
งจุ
ดสมบู
รณ์
แห่
งศั
กยภาพของสิ
นั
นๆ...แต่
เขาไม่
ได้
กล่
าวถึ
งสภาพเด็
ดขาดของสิ ่
งที่
ละเมิ
ดมิ
ได้
ของกฎหมายธรรมชาติ
...ถ้
ามี
ความ
ขั
ดแย ้
งกั
นระหว่
างหลั
กกฎหมายธรรมชาติ
หรื
อหลั
กความยุ
ติ
ธรรมธรรมชาติ
กั
บกฎหมายส่
วน
บั
ญญั
ติ
หรื
อกฎเกณฑ์
ที่
รั
ฐตราออกมาใช้
บั
งคั
บในการปกครอง...เหตุ
ผลของมนุ
ษย์
เป็
นส่
วนหนึ
งของ
ธรรมชาติ
หรื
อเป็
นดั
งเครื่
องมื
อที่
สามารถนํ
าไปสื
บค้
นเกณฑ์
อั
นเป็
นสากลตามธรรมชาติ
...”(จรั
ญ.
เพิ
งอ้
าง) ต่
อมา เซโนผู
อธิ
บายเพิ
มเติ
มว่
า “...ในจั
กรวาลนี
ซึ
งโลกมนุ
ษย์
เป็
นส่
วนหนึ
งนั
ประกอบด้
วยแก่
นสาร อั
นสํ
าคั
ญอย่
างหนึ
งคื
อเหตุ
ผลหรื
อความเป็
นเหตุ
เป็
นผลนี
จะเป็
นเสมื
อน
กฎเกณฑ์
ธรรมชาติ
ที่
มี
ลั
กษณะแน่
นอน ทั
วไปหรื
อเป็
นระเบี
ยบสมํ
าเสมอ ซึ
งคอยควบคุ
มความ
เป็
นไปของจั
กรวาล มนุ
ษย์
ในฐานะที่
เป็
นส่
วนหนึ
งในธรรมชาติ
ของจั
กรวาลและเป็
นสั
ตว์
โลกที่
รู
จั