Page 81 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 73 -
จากจุ
ดเริ ่
มต้
นของความคิ
ดของท่
านทํ
าให้
นั
กคิ
ดในยุ
คต่
อๆมาได้
อิ
งอาศั
ยเป็
นฐานในการเสนอความ
จริ
งที่
ว่
กฎเกณฑ์
ซึ
งใช้
เป็
นตั
วควบคุ
มแก่
นสารหรื
อธรรมชาติ
ชี
วิ
ตนั
นย่
อมมี
ปรากฏอยู
แล้
วใน
ธรรมชาติ
มิ
ได้
มี
ใครในหมู
มนุ
ษย์
ไปแสดงเจตจํ
านงบั
ญญั
ติ
ขึ
นมา มั
นเป็
นสิ
งที่
เหนื
อการควบคุ
มของ
มนุ
ษย์
เป็
นอยู
ในธรรมชาติ
อํ
านาจรั
ฐไม่
สามารถอยู
เหนื
อกฎแห่
งธรรมชาติ
นี
ได้
ต่
อมาโสกราตี
สผู
ที่
เกิ
ดและมี
ช่
วงชี
วิ
ตอยู
ระหว่
างปี
469-399
ก่
อนคริ
สตกาลได้
เสนอให้
คนเชื่
อมั
นในปั
ญญาและ
คุ
ณธรรมของมนุ
ษย์
ท่
านสนั
บสนุ
นความศั
กดิ
สิ
ทธิ
ของกฎหมายที่
เชื่
อมั
นในหลั
กการเกี่
ยวกั
บความ
ยุ
ติ
ธรรม โดยกล่
าวว่
า “ประชาชนทุ
กคนต้
องเคารพปฏิ
บั
ติ
ตามกฎหมายโดยไม่
คํ
านึ
งว่
ากฎหมายนั
เป็
นธรรมหรื
อไม่
ก็
ตาม”(จรั
ญ.2549:125)
เพราะเหตุ
ที่
เชื่
อว่
ากฎหมายเป็
นสิ ่
งที่
ถู
กค้
นพบจาก
ธรรมชาติ
โดยญาณปั
ญญาอั
นบริ
สุ
ทธิ
ของมนุ
ษย์
แต่
สิ ่
งที่
ท่
านโสกราตี
สยกย่
องคื
อเหตุ
ผลอั
นบริ
สุ
ทธิ
ในการบั
ญญั
ติ
กฎหมาย ที่
ให้
ชุ
มชนมี
ส่
วนร่
วมอย่
างเต็
มที่
ในการปกครองและอํ
านวยความยุ
ติ
ธรรม
(โดยเชื่
อว่
ามนุ
ษย์
ทุ
กคนมี
เหตุ
ผลที่
ถู
กต้
องและเจตนาที่
จะใช้
เหตุ
ผลที่
ถู
กต้
องนั
น) ไม่
ใช่
กฎหมายที่
ถู
กบั
ญญั
ติ
ด้
วยมื
อมนุ
ษย์
หมู ่
มากที่
มี
จิ
ตใจสกปรกแต่
ได้
อํ
านาจจากช่
องว่
างของกฎหมายที่
ไม่
รอบคอบ และใช้
กฎหมายที่
ไม่
เป็
นธรรมในสมั
ยนั
น คื
อ เป็
นกฎหมายที่
ให้
ใช้
ระบบการพิ
จารณา
แบบประชุ
มสภาตุ
ลาการเพื่
อพิ
พากษาอรรถคดี
หรื
อเสนอคํ
าพิ
พากษาในการตั
ดสิ
นข้
อขั
ดแย ้
งหรื
ศั
ตรู
ทางการเมื
องของตนเองของผู
ปกครอง
คํ
าสอนของท่
านที่
ให้
เชื่
อในความถู
กต้
องหรื
อเชื่
อว่
กฎหมายถู
กต้
องยุ
ติ
ธรรมแล้
วได้
นํ
ามาซึ
งการตั
ดสิ
นประหารชี
วิ
ตของท่
านในที่
สุ
ด แต่
ท่
านก็
ยอมรั
โทษประหารตามคํ
าพิ
พากษานั
นเพราะอํ
านาจนั
นมาจากกฎหมายที่
ท่
านสอนให้
ผู
คนเคารพเชื่
อฟั
มาตลอดชี
วิ
ต ท่
านจึ
งยื
นย ั
นว่
าท่
านไม่
มี
ความผิ
ดตามคํ
าพิ
พากษาที่
ไม่
ยุ
ติ
ธรรมนั
น แต่
ท่
านเคารพ
กฎหมายของรั
ฐที่
ให้
อํ
านาจแก่
คณะตุ
ลาการนั
นยุ
ติ
ธรรมและพร้
อมกั
บได้
ปฏิ
เสธการมี
ชี
วิ
ตอยู
เหนื
กฎหมายร่
วมกั
บพวกโจรปล้
นคุ
กพานั
กโทษหลบหนี
(โดยอํ
านาจเงิ
นและอํ
านาจทางการเมื
อง) ความ
เด็
ดเดี่
ยวอั
นยิ ่
งใหญ่
ของท่
านได้
สร้
างท่
านให้
เป็
นวี
ระบุ
รุ
ษผู
พิ
ทั
กษ์
กฎหมายที่
มี
ความยุ
ติ
ธรรม ซึ
งใน
เวลาต่
อมาเพลโตสานุ
ศิ
ษย์
เอกของโสกราตี
สได้
หั
นหลั
งให้
กั
บระบบจารี
ตของการพิ
จารณาโดย
ระบบพวกมากลากไปนี
เพราะความศรั
ทธาต่
อระบบกฎหมู
อยู
เหนื
อกฎหมายได้
พั
ฒนาขึ
นมาอย่
าง
มากในสมั
ยนั
ซึ
งเป็
นที่
มาของอํ
านาจนิ
ยมในเจตนาที่
ไม่
บริ
สุ
ทธิ
ในสิ
ทธิ
ธรรมอั
นบริ
สุ
ทธิ
ตาม
กฎหมาย เนื่
องจากผู
ที่
มี
อิ
ทธิ
พลทางการเมื
องที่
รวบรวมพรรคพวกได้
มากกว่
าสามารถเปลี่
ยนแปลง
ได้
ทุ
กสิ
งตามใจชอบ
เพลโตจึ
งแสวงการปกครองโดยไร้
กฎเกณฑ์
กฎหมายของคนหมู
มากอั
นไม่
เป็
นธรรมนี
จึ
งได้
เสนอทฤษฎี
เรื่
องแบบหรื
อแม่
พิ
มพ์
ของสิ ่
งที่
เป็
นอสสารหรื
อคุ
ณธรรมอั
นเป็
สากลไม่
มี
การเปลี่
ยนแปลง เพื่
อยื
นย ั
นธรรมชาติ
ของมนุ
ษย์
ในส่
วนดี
เอาไว้
เพลโตสนั
บสนุ
นให้
ใช้
ปั
ญญาอั
นบริ
สุ
ทธิ
เข้
าถึ
งความเป็
นจริ
ง และเริ
มต้
นอธิ
บายว่
า “...กฎหมายธรรมชาติ
เป็
นความคิ
หรื
อแบบที่
ไม่
มี
วั
นเปลี่
ยนแปลงที่
ใช้
เป็
นบรรทั
ดฐานต่
อกฎหมายบ้
านเมื
อง โดยกฎหมายที่
ตราขึ
ใดๆต้
องสอดคล้
องกั
บแบบ(ความเป็
นจริ
ง)แห่
งกฎหมายธรรมชาติ
นี
มิ
ฉะนั
นก็
ไม่
อาจเรี
ยกว่
าเป็
กฎหมายได้
และมี
เพี
ยงปรั
ชญาเมธี
ผู
มี
ญาณปั
ญญาอั
นบริ
สุ
ทธิ
เท่
านั
น เป็
นผู
สามารถเข้
าถึ
งแบบหรื