Page 80 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 72 -
เป็
นกฎเกณฑ์
ทางกฎหมายต่
างๆในอุ
ดมคติ
ซึ
งอยู
เหนื
อกว่
ากฎหมายที่
รั
ฐสร้
างขึ
โดยถื
อว่
กฎเกณฑ์
ดั
งกล่
าวมี
ที่
มาจากธรรมชาติ
ของสรรพสิ
ง ซึ
งอาจค้
นพบได้
โดยการใช้
เหตุ
ผล นอกจากนี
ย ั
มี
การพิ
จารณาความหมายของกฎหมายธรรมชาติ
ในแง่
มุ
มทางอุ
ดมการณ์
ซึ
งน่
าสนใจ
จากการ
เชื่
อมโยงเรื่
องกฎธรรมชาติ
เข้
ากั
บเรื่
องเสรี
ภาพกั
บความเสมอภาค....กฎหมายธรรมชาติ
เป็
กฎเกณฑ์
อุ
ดมคติ
ที่
มี
ขึ
นเพื่
อจั
ดให้
เกิ
ดความสมดุ
ลย์
อย่
างมากที่
สุ
ดที่
จะเป็
นไปได้
ระหว่
างปั
จเจกชน
กั
บกลุ ่
มส่
วนรวม ระหว่
างเสรี
ภาพส่
วนบุ
คคลกั
บความเสมอภาคของทุ
กคน...” (จรั
ญ.2549:118)
อาจารย์
ได้
แบ่
งแนวคิ
ดของสํ
านั
กนี
ออกเป็
นสองยุ
คและถื
อเป็
นสองทฤษฎี
แนวความคิ
ดย่
อยดั
งนี
“....
ยุ
คโบราณ(กรี
ก,โรมั
น)ซึ
งมี
อิ
ทธิ
พลมาจนถึ
งยุ
คกลาง(ศตวรรษที่
16) ถื
อว่
ากฎหมายธรรมชาติ
เป็
หลั
กเกณฑ์
ของกฎหมายอุ
ดมคติ
ที่
มี
คุ
ณค่
าบั
งคั
บสู
งกว่
ากฎหมายที่
มนุ
ษย์
สร้
างขึ
นเอง ดั
งนั
นกฎหมาย
ใดที่
มนุ
ษย์
บั
ญญั
ติ
ขึ
นซึ
งขั
ดหรื
อแย ้
งต่
อหลั
กกฎหมายธรรมชาติ
ย่
อมไม่
มี
ค่
าเป็
นกฎหมาย ....ยุ
ปั
จจุ
บั
น ถื
อว่
าหลั
กกฎหมายธรรมชาติ
เป็
นเพี
ยงอุ
ดมคติ
ของนั
กกฎหมายที่
บั
ญญั
ติ
ขึ
น ดั
งนั
นการ
บั
ญญั
ติ
หรื
อตรากฎหมายจึ
งควรให้
สอดคล้
องกั
บหลั
กการของกฎหมายธรรมชาติ
กฎหมายที่
ขั
ดหรื
แย ้
งกั
บหลั
กกฎหมายธรรมชาติ
อาจถื
อว่
าเป็
นกฎหมายที่
ไม่
มี
ค่
าทางกฎหมายโดยสมบู
รณ์
แต่
ไม่
ถึ
งกั
บเป็
นโมฆะ หรื
อไม่
มี
ค่
าบั
งคั
บในทางกฎหมายเสี
ยเลย...ลั
ทธิ
กฎหมายธรรมชาติ
....เป็
นความคิ
ที่
ยื
นย ั
นว่
ากฎหมายเป็
นส่
วนหนึ
งของจริ
ยธรรม...ศี
ลธรรมหรื
อเหตุ
ผลบริ
สุ
ทธิ
ต่
างๆ...มิ
ให้
แบ่
งโลก
แห่
งความเป็
นจริ
งออกจากโลกแห่
งคุ
ณค่
านิ
ยม....วิ
วั
ฒนาการของปรั
ชญากฎหมายธรรมชาติ
จึ
งเป็
เสมื
อนประวั
ติ
ศาสตร์
ของมนุ
ษยชาติ
ในความพยายามที่
จะค้
นหาหลั
กความยุ
ติ
ธรรมที่
แท้
จริ
งใน
ฐานะเป็
นหลั
กอุ
ดมคติ
ในกฎหมาย หรื
อความพยายามที่
จะค้
นหาหลั
กอุ
ดมคติ
ซึ
งจะใช้
ประสานความ
ขั
ดแย ้
งพื
นฐานในสั
งคมมนุ
ษย์
แม้
ว่
าจะต้
องถู
กเย ้
ยหย ั
นหรื
อปฏิ
เสธจากเพื่
อนมนุ
ษย์
ด้
วยกั
นเองว่
เป็
นความคิ
ดเพ้
อฝั
นเลื่
อนลอย....”(จรั
ญ.2549:121)
จากคํ
าอธิ
บายรายวิ
ชานิ
ติ
ปรั
ชญาของ
อาจารย์
จรั
ญที่
ได้
พยายามรวบรวมมาจากนั
กเขี
ยนหลายกลุ
มเพื่
อสรุ
ปความหมายของกฎหมาย
ธรรมชาติ
ทํ
าให้
คาดเดาได้
ถึ
งคํ
าตอบบางประการของความหมายของคํ
าว่
ายุ
ติ
ธรรมตามสํ
านั
ความคิ
ดนี
ซึ
งต่
างจากสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องที่
ปฏิ
เสธในเบื
องแรกว่
าความยุ
ติ
ธรรมไม่
มี
อยู
จริ
งเว้
แต่
ความยุ
ติ
ธรรมตามกฎหมาย ถื
อว่
าไม่
ใช่
หน้
าที่
ของนั
กกฎหมายที่
ต้
องไปสนใจว่
าความยุ
ติ
ธรรมคื
อะไร แล้
วเพิ
งมายอมรั
บในยุ
คปั
จจุ
บั
นว่
า กฎหมายต้
องมี
ลั
กษณะบางประการของเงาความยุ
ติ
ธรรม
คื
อถู
กต้
องตามหลั
กศี
ลธรรมบางประการ
แต่
ไม่
ต้
องยึ
ดถื
อเอาความมี
ศี
ลธรรมเป็
นแกนหลั
กของ
กฎหมายเสมอไป
ความคิ
ดเรื่
องกฎหมายธรรมชาติ
ได้
ก่
อตั
วขึ
นเป็
นรู
ปร่
างอย่
างชั
ดเจนโดยนั
กปราชญ์
ชาวกรี
โบราณที่
มี
นามว่
า เฮราคริ
ตุ
ส เขาผู
นี
มี
ช่
วงชี
วิ
ตอยู
ระหว่
างปี
540 – 480 ก่
อนคริ
สตกาล ท่
านได้
พยายามค้
นหาสั
จจะเกี่
ยวกั
บธรรมชาติ
โดยเฉพาะความจริ
งเกี่
ยวกั
บแก่
นสารของชี
วิ
ต ซึ
งท่
านค้
นพบ
ว่
า“ธรรมชาติ
คื
อความสั
มพั
นธ์
ของสรรพสิ ่
งแก่
นสารของชี
วิ
ตคื
อธรรมชาติ
และแก่
นสารของชี
วิ
ตนั
มี
อยู
ในธรรมชาติ
ซึ
งประกอบด้
วยจุ
ดหมายปลายทางระเบี
ยบและเหตุ
ผลแน่
นอน”(จรั
ญ.2549:122)