Page 79 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 71 -
ปฏิ
บั
ติ
ทางสั
งคมของมนุ
ษย์
โดยเฉพาะ” (จรั
ญ.2549: 79) การที่
ยอมรั
บว่
ากฎหมายเป็
นกฎเกณฑ์
ทาง
สั
งคม
สั
งคมที่
ต้
องมี
สถาบั
นทํ
าหน้
าที่
ตามขั
นตอนที่
ถู
กต้
องในการบั
ญญั
ติ
กฎหมาย
บั
งคั
บใช้
กฎหมายที่
ถู
กต้
องตามบรรทั
ดฐานความประพฤติ
ในเรื่
องสิ
ทธิ
และหน้
าที่
ที่
ชั
ดเจนกล่
าวคื
อมี
มาตรฐานที่
ยอมรั
บได้
เมื่
อสั
งคมของมนุ
ษย์
ยอมรั
บว่
าความยุ
ติ
ธรรมมี
อยู
จริ
ง กฎหมายก็
ต้
องมุ ่
งหมาย
ที่
จะให้
ความยุ
ติ
ธรรมเป็
นเป้
าประสงค์
ของกฎหมาย
ศาสตราจารย์
ฟุ
ลเลอร์
เสนอว่
“นิ
ยาม
ความหมายของกฎหมายนั
นก็
มุ ่
งหมายในตั
วของมั
นเองแฝงอยู
อาทิ
เช่
น เพื่
อส่
งเสริ
มอุ
ดมคติ
เรื่
อง
ความสงบและความเป็
นระเบี
ยบเรี
ยบร้
อย....กฎหมายนั
นจํ
าเป็
นต้
องสนองตอบความจํ
าเป็
นหรื
วั
ตถุ
ประสงค์
ทางศี
ลธรรม กฎหมายและศี
ลธรรมจึ
งเป็
นสิ
งที่
ไม่
อาจแยกออกจากกั
นได้
แต่
กฎหมาย
จะต้
องมี
สิ ่
งที่
เรี
ยกว่
ศี
ลธรรมภายในกฎหมายบรรจุ
อยู
เสมอ”(จรั
ญ.2549:88)
การวิ
จารณ์
ว่
กฎเกณฑ์
ต้
องยอมรั
บให้
ศี
ลธรรมเข้
ามาเกี่
ยวข้
องกั
บกฎหมายเช่
นนี
เป็
นการวิ
จารณ์
ในมุ
มมองของ
สํ
านั
กกฎหมายธรรมชาติ
ที่
ย ั
งโต้
แย ้
งว่
ากฎหมายเป็
นกฎเกณฑ์
ทางสั
งคมนั
นมี
นั
ยทางศี
ลธรรมแฝงอยู
เสมอ ต่
อมาดวอกิ
น เสนอว่
า “การถื
อว่
ากฎหมายเป็
นกฎเกณฑ์
นั
น....คั
บแคบเกิ
นไป...ไม่
เพี
ยงพอ
กฎเกณฑ์
เป็
นเพี
ยงส่
วนหนึ
งของกฎหมายเท่
านั
น แท้
จริ
งย ั
งมี
เนื
อหาสาระสํ
าคั
ญอื่
นๆซึ
งประกอบอยู
ภายในกฎหมาย ที่
สํ
าคั
ญคื
อเนื
อหาสาระที่
เป็
นเรื่
องของ หลั
กการ ทางศี
ลธรรมหรื
อความเป็
นธรรม”
(จรั
ญ.2549) ทํ
าให้
สํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องต้
องหวนกลั
บมาสู
เวที
การถกเถี
ยงดั
งเดิ
มที่
ว่
า ความ
ยุ
ติ
ธรรมอยู
เหนื
อกฎหมาย
การใช้
กฎหมายในทุ
กระดั
บต้
อง
“...วางอยู
บนพื
นฐานของความมี
ศี
ลธรรมของชุ
มชน ประกอบอยู
เป็
นตั
วช่
วยกํ
าหนดคํ
าพิ
พากษาตั
ดสิ
นอั
นถู
กต้
องเที่
ยงธรรม และ
หลั
กการนี
ถื
อเป็
นส่
วนหนึ
งของกฎหมายด้
วย”
อั
นที่
จริ
งถ้
าเราจะวิ
นิ
จฉั
ยความคิ
ดด้
วยใจเป็
นกลาง
แล้
วก็
ถื
อว่
าทั
ฮาร์
ตและฟุ
ลเลอร์
มองกฎหมายในทิ
ศทางเดี
ยวกั
นแต่
ใช้
ถ้
อยคํ
าต่
างกั
นเท่
านั
นเอง
ในทางกลั
บกั
น ฮาร์
ต อาจมี
คํ
าอธิ
บายเรื่
องที่
มาของกฎหมายที่
เป็
นธรรมได้
ชั
ดเจนกว่
า ฟุ
ลเลอร์
ด้
วยซํ
า แนวความคิ
ดของ ฮาร์
ต จึ
งถื
อได้
ว่
าเป็
นทฤษฎี
กฎหมายบ้
านเมื
องที่
ดี
ที่
สุ
ดของสํ
านั
ความคิ
ดนี
ได้
ช่
วยลดช่
องว่
างทางความคิ
ดเกี่
ยวกั
บสํ
านั
กความคิ
ดทางกฎหมายให้
มี
ความสอดคล้
อง
กั
นจนเสริ
มส่
งกั
นในการแก้
ไขปั
ญหาทางสั
งคมที่
นั
บวั
นจะมี
ความยุ ่
งยากมากขึ
นตามลํ
าดั
สํ
านั
กกฎหมายธรรมชาติ
แนวคิ
ดของสํ
านั
กกฎหมายธรรมชาติ
เป็
นแนวคิ
ดที่
เก่
าแก่
มี
ความเป็
นมานั
บเป็
นพั
นปี
ที่
จริ
เป็
นเหมื
อนมารดาของสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องและสํ
านั
กกฎหมายจารี
ตประเพณี
เลยก็
ว่
าได้
ปั
จจุ
บั
นย ั
งคงมี
อิ
ทธิ
พลอยู ่
มากในการสนั
บสนุ
นการต่
อต้
านอํ
านาจรั
ฐที่
ไม่
มี
ความเป็
นธรรม เนื่
องจาก
สํ
านั
กความคิ
ดนี
มี
ความเชื่
อมั ่
นในสิ
ทธิ
มนุ
ษยชนมากกว่
าสํ
านั
กอื่
นๆและเชื่
อว่
าความยุ
ติ
ธรรมนั
นมี
อยู
จริ
ง แนวคิ
ดที่
สํ
าคั
ญของสํ
านั
กนี
อาจารย์
จรั
ญได้
สรุ
ปแนวคิ
ดหลั
กๆของสํ
านั
กกฎหมายธรรมชาติ
ไว้
ว่
า “....กฎหมายธรรมชาติ
เป็
นกฎหมายซึ
งบุ
คคล(บางกลุ ่
ม) อ้
างว่
ามี
อยู
ตามธรรมชาติ
คื
เกิ
ดมี
มาเอง โดยมนุ
ษย์
ไม่
ได้
ทํ
าขึ
น เป็
นกฎหมายที่
อยู
เหนื
อรั
ฐและใช้
ได้
โดยไม่
จํ
ากั
ดกาละเทศะหรื