Page 78 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 70 -
กฎหมายบ้
านเมื
องไม่
ชื่
นชอบให้
ใครมาตรวจสอบการใช้
อํ
านาจรั
ฐของตนมากนั
กโดยเฉพาะนั
กฎหมายและข้
าราชการไทย
สํ
านั
กความคิ
ดกฎหมายบ้
านเมื
องแปรรู
ปเป็
นสํ
านั
กกฎหมายอรรถประโยชน์
ก็
ได้
ความว่
“ความยุ
ติ
ธรรมคื
อหลั
กที่
จะนํ
ามาซึ
งความสุ
ขจํ
านวนมากที่
สุ
ดแก่
คนจํ
านวนมากที่
สุ
ด”
ส่
วน
กฎหมายคื
ออะไร Jeremy Bentham กล่
าวว่
า “กฎหมายคื
อการประชุ
มของถ้
อยคํ
าคํ
าประกาศแห่
เจตจํ
านงที่
รั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ได้
คิ
ดค้
นขึ
นหรื
อให้
การรั
บรอง โดยเป็
นเรื่
องของการกระทํ
าอย่
างใดอย่
างหนึ
ซึ
งเกี่
ยวข้
องกั
บบุ
คคลหรื
อชนชั
นหนึ
งๆที่
อยู
ใต้
อํ
านาจรั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ต้
องให้
การเคารพเชื่
อฟั
ง”(จรั
ญ.
2549: 46) ถื
อว่
าย ั
งจั
ดอยู
ในกลุ ่
มความเชื่
อแบบสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องอยู
เช่
นกั
น เพราะยอมรั
บว่
กฎหมายเป็
นคํ
าสั
งรั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ไม่
เกี่
ยวกั
บความยุ
ติ
ธรรมคื
อคุ
ณธรรมภายในเนื
อหาของกฎหมาย นั
คิ
กกลุ
มนี
ที่
สํ
าคั
ญคื
อ John Austin เขาสรุ
ปว่
า กฎหมายคื
อคํ
าสั
งของรั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ซึ
งกํ
าหนดมาตรฐาน
ความประพฤติ
ให้
กั
บผู
อยู
ใต้
อํ
านาจปกครองของตน
ซึ
งหากไม่
ปฏิ
บั
ติ
ตามแล้
วจะต้
องได้
รั
บโทษ
แนวคิ
ดของสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องมี
ส่
วนสํ
าคั
ญในการสนั
บสนุ
นเผด็
จการอํ
านาจนิ
ยมโดยไม่
ตั
งใจ
เนื่
องจากขาดจุ
ดมุ ่
งหมายที่
รั
บรองหลั
กการเรื่
องสิ
ทธิ
มนุ
ษยชน แต่
กลั
บยกย่
องบู
ชาอํ
านาจอธิ
ปไตยที่
ถู
กบั
งคั
บใช้
โดยผู
ปกครองอย่
างสู
ง อย่
างแนวคิ
ดของ Hans Kelsen เสนอทฤษฎี
กฎหมายบริ
สุ
ทธิ
ขึ
บนฐานของแนวความคิ
ดเชิ
งวิ
ทยาศาสตร์
ซึ
งวิ
เคราะห์
กฎหมายเฉพาะตั
วบทกฎหมายที่
ปรากฏอยู
ล้
วนๆโดยแยกเรื่
องศี
ลธรรม การเมื
อง และความยุ
ติ
ธรรมหรื
อสั
งคมวิ
ทยาออกไป(จรั
ญ.2549: 63)
ท่
านเสนอให้
อาศั
ยบรรทั
ดฐาน(สิ ่
งที่
ควร)ทางกฎหมายในลํ
าดั
บที่
สู
งกว่
าให้
อํ
านาจกฎหมายในลํ
าดั
รอง ถ้
าได้
รั
บอํ
านาจเช่
นนั
นแล้
วกฎหมายก็
ใช้
บั
งคั
บได้
บรรทั
ดฐานแบ่
งเป็
นบรรทั
ดฐานปฏิ
ฐาน(สิ ่
ที่
มนุ
ษย์
สร้
างขึ
น) อั
นหมายถึ
งกฎหมาย และบรรทั
ดฐานที่
ไม่
เป็
นปฏิ
ฐาน ซึ
งมี
อยู
เองแล้
วในจิ
ตใจ
ของมนุ
ษย์
ทุ
กคนรู
สึ
กได้
ความยุ
ติ
ธรรมถู
กจั
ดอยู
ในประเภทนี
และท่
านถื
อว่
ามี
ความที่
ไม่
แน่
นอน
ขึ
นอยู
กั
บความคิ
ดของแต่
ละบุ
คคล
กลุ ่
มนั
กคิ
ดปฏิ
ฐานนิ
ยมมั
กจะถู
กมองว่
าละเมิ
ดสิ
ทธิ
มนุ
ษยชน
ทั
งๆที่
กฎหมายรั
ฐธรรมนู
ญที่
ถื
อว่
าเป็
นกฎหมายในลํ
าดั
บสู
งสุ
ดระบุ
ว่
าอํ
านาจอธิ
ปไตยเป็
นของ
ประชาชนก็
ตาม แท้
ที่
จริ
งกฎหมายมี
อยู ่
เพื่
อส่
งเสริ
มความเสมอภาคทางสั
งคมมนุ
ษย์
ที่
มี
จิ
ตใจความ
นึ
กคิ
ดที่
ใฝ่
หาความถู
กต้
องและศี
ลธรรม
ถ้
าผู
ปกครองออกกฎหมายไม่
ดี
ไม่
มี
ความยุ
ติ
ธรรม
ประชาชนแย ้
งได้
เสมอ ถ้
าประชาชนไม่
นั
บถื
อว่
ากฎหมายมี
ความยุ
ติ
ธรรมแล้
ว ประชาชนจะไม่
เชื่
ฟั
งกฎหมายที่
เป็
นได้
แค่
แต่
เพี
ยงภาระและอุ
ปสรรคขั
ดขวางเรื่
องสิ
ทธิ
เสรี
ภาพขั
นพื
นฐานของ
ประชาชนเท่
านั
ต่
อมานั
กคิ
ดรุ ่
นใหม่
ได้
ปรั
บปรุ
งแนวคิ
ดให้
มี
ความใกล้
เคี
ยงกั
บแนวคิ
ดสํ
านั
กฎหมายธรรมชาติ
มากขึ
นหรื
อมี
ลั
กษณะใกล้
เคี
ยงกั
นมากขึ
โดยหั
นมามองความมี
คุ
ณค่
าภายใน
ของกฎหมายในเชิ
งอรรถประโยชน์
ของกฎหมาย นั
กคิ
ดที่
สํ
าคั
ญได้
แก่
ศาสตราจารย์
Herbert Lionel
Adolplus Hart ท่
านเสนอว่
า “กฎหมายนั
นเป็
นระบบแห่
งกฎเกณฑ์
ทางสั
งคมรู
ปแบบหนึ
ง โดย
เกี่
ยวข้
องกั
บสั
งคมในสองความหมาย ความหมายที่
หนึ
งมาจากการที่
มั
นเป็
นกฎเกณฑ์
ที่
ปกครองการ
กระทํ
าของมนุ
ษย์
ในสั
งคม
และอี
กความหมายหนึ
งก็
สื
บแต่
มั
นมี
แหล่
งที่
มาและดํ
ารงอยู
จากการ