- 69 -
คั
มภี
ร์
พระธรรมศาสตร์
ดั
งกล่
าวอ้
างอํ
านาจตามมานวธรรมศาสตร์
หรื
อมนู
ธรรมศาสตร์
ที่
ว่
าด้
วยที่
มา
ของกฎหมายยุ
ติ
ธรรม โดยมี
ธรรมะ เป็
นรากฐานเดิ
มของความยุ
ติ
ธรรม มี
คํ
าอธิ
บายว่
าสู
งสุ
ดของของ
“....ธรรมะคื
อศี
ลธรรม ศี
ลธรรมคื
อองค์
รวมแห่
งหน้
าที่
ซึ
่
งมนุ
ษย์
พึ
งปฏิ
บั
ติ
และย่
อมถื
อเป็
นรากฐาน
หรื
อแกนกลางของระบบหรื
อโครงสร้
างของกฎหมาย
ซึ
่
งเป็
นรู
ปแบบหนึ
่
งของระเบี
ยบแห่
งความ
ประพฤติ
ของคนในสั
งคมซึ
่
งมี
สภาพบั
งคั
บภายนอก...”(จรั
ญ.2545: 59) แนวคิ
ดอย่
างนี
้
เป็
นการอ้
าง
ว่
าความยุ
ติ
ธรรมอยู
่
เหนื
อกฎหมาย ดั
งนั
้
นกฎหมายที่
ออกมาในลั
กษณะนี
้
ไม่
ได้
เป็
นกฎหมายที่
ขาด
จุ
ดประสงค์
แห่
งความยุ
ติ
ธรรมมากนั
ก แต่
สิ ่
งที่
เปลี่
ยนแปลงไปคื
อการกํ
าหนดสถาบั
นแห่
งชาติ
ขึ
้
นมา
บั
ญญั
ติ
กฎหมาย
โดยมี
ข้
าราชการจากชาติ
ตะวั
นตกและนั
กกฎหมายที่
สํ
าเร็
จการศึ
กษามาจากทาง
ประเทศยุ
โรปเป็
นผู
้
ชี
้
แนะในการตรากฎหมายใช้
บั
งคั
บ จากนั
้
นเป็
นต้
นมากฎหมายที่
ตราโดยความ
คิ
ดเห็
นของชาวยุ
โรปก็
ทยอยออกมาใช้
มากขึ
้
น
ในเชิ
งกระบวนการยุ
ติ
ธรรมก็
ได้
ตั
้
งศาลยุ
ติ
ธรรม
ขึ
้
นมาพิ
พากษาอรรถคดี
ทั
้
งหลาย
ในเบื
้
องแรกได้
รวบรวมศาลที่
กระจั
ดกระจายให้
เป็
นระบบศาล
เดี่
ยว เรี
ยกว่
าศาลยุ
ติ
ธรรมได้
วางระบบระเบี
ยบเกี่
ยวกั
บกระบวนการยุ
ติ
ธรรมคล้
ายของชาวเยอรมั
น-
ยี่
ปุ
่
น แต่
ลึ
กๆแล้
วนั
กกฎหมายที่
เป็
นลู
กศิ
ษย์
ของท่
านกรมหลวงราชบุ
รี
ดิ
เรกฤทธิ
์
ไม่
เชื่
อว่
าความ
ยุ
ติ
ธรรมอยู
่
เหนื
อกฎหมายแต่
อย่
างใด จนกระทั
่
งได้
เปลี่
ยนแปลงการปกครองในปี
พ.ศ. 2475 คณะ
ผู
้
ก่
อการได้
กํ
าหนดรู
ปแบบการปกครองแบบแบ่
งแยกการใช้
อํ
านาจรั
ฐ จึ
งจั
ดตั
้
งสภานิ
ติ
บั
ญญั
ติ
ขึ
้
นมา
ทํ
าหน้
าที่
ออกกฎหมายใช้
บั
งคั
บกั
บคนในประเทศ กฎหมายที่
ออกนั
้
นเป็
นกฎหมายเทคนิ
ค ออกตาม
ขบวนการมี
ขั
้
นตอน
ถ้
าผ่
านขั
้
นตอนการออกกฎหมายสิ ่
งที่
ออกนั
้
นคื
อกฎหมายคื
อหลั
กของความ
ยุ
ติ
ธรรมตามสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
อง
ที่
กลุ
่
มผู
้
พิ
พากษาล้
วนแล้
วแต่
ได้
รั
บการปลู
กฝั
่
งให้
เชื่
อฟั
ง
กฎหมายโดยไม่
ต้
องใส่
ใจในความยุ
ติ
ธรรมที่
อยู
่
เบื
้
องหลั
งกฎหมาย
ถื
อว่
ากฎหมายเป็
นหลั
กแห่
ง
ความยุ
ติ
ธรรมจริ
งเสมอหรื
อเป็
นเพี
ยงมายาคติ
เมื่
อกฎหมายไม่
ใส่
ใจว่
าอะไรยุ
ติ
ธรรมอะไรดี
อะไรชั ่
ว
กฎหมายหลายฉบั
บจึ
งเป็
นคํ
าสั
่
งของโจรที่
ยึ
ดอํ
านาจรั
ฐสํ
าเร็
จ เป็
นกฎหมายแห่
งใยแมงมุ
มที่
ดั
กจั
บแต่
สั
ตว์
ที่
อ่
อนแอ ในประวั
ติ
ศาสตร์
กฎหมายไทยได้
ยื
นย ั
นว่
าประเทศไทยมี
กฎหมายลั
กษณะธรรมะให้
สั
ญชาติ
แก่
ทุ
กคนที่
เกิ
ดในประเทศไทยและเป็
นเชื
้
อสายคนไทย กฎหมายสั
ญชาติ
ฉบั
บที่
ออกในนาม
ของคณะรั
ฐบาลเผด็
จการทหารในปี
พ.ศ. 2515 ได้
ถอนสั
ญชาติ
ของคนที่
มี
เชื
้
อสายของคนต่
างด้
าวที่
เกิ
ดในประเทศไทย เพี
ยงเพราะรั
ฐบาลกลั
วว่
าชาวเวี
ยดนามจะยึ
ดประเทศไทยสํ
าเร็
จ นอกจากนี
้
ใน
ยามฉุ
กเฉิ
นรั
ฐบาลผู
้
ใช้
อํ
านาจปกครองย ั
งออกกฎหมายพิ
เศษที่
เรี
ยกว่
า พระราชกํ
าหนด มาใช้
ก่
อนที่
จะนํ
าเข้
าไปผ่
านขั
้
นตอนการกฎหมายก็
ได้
แต่
เมื่
อสถานการณ์
เปลี่
ยนแปลงไปแล้
วผู
้
ที่
ใช้
อํ
านาจนิ
ติ
บั
ญญั
ติ
ก็
ไม่
รี
บดํ
าเนิ
นการแก้
ไขกฎหมายให้
เกิ
ดความเป็
นธรรม ถึ
งกระนั
้
นกฎหมายไทยก็
ได้
ชื่
อว่
า
เป็
นกฎหมายที่
มี
ความถู
กต้
องสอดคล้
องกั
บความเป็
นจริ
งมาก ยกเว้
นกฎหมายบางฉบั
บที่
ใช้
อํ
านาจ
ในระดั
บรอง
ผ่
านการกลั
่
นกรองจากภาครั
ฐเพี
ยงฝ่
ายเดี
ยวโดยที่
ไม่
มี
ภาคประชาชนร่
วมพิ
จารณา
ตรวจสอบ
แม้
ว่
าสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องเป็
นกฎหมายที่
ยึ
ดมั ่
นในหลั
กการทางวิ
ทยาศาสตร์
ว่
าทุ
ก
อย่
างต้
องพิ
สู
จน์
ได้
และได้
คํ
าตอบที่
เป็
นจริ
งเสมอทุ
กครั
้
งทุ
กสถานที่
ทุ
กเวลา
ความเป็
นจริ
งสํ
านั
ก