Page 76 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 68 -
ในภายหลั
งกรมหลวงราชบุ
รี
ดิ
เรกฤทธิ
ท่
านเองก็
กล่
าวว่
า “อธิ
บายกดหมายที่
ว่
ามานี
แล้
วนั
ก็
ย ั
งมี
ที่
ติ
”(จรั
ญ.2545:367-381) หรื
ออี
กครั
งหนึ
งกล่
าวว่
า “อธิ
บายกดหมายที่
ได้
ว่
ามานี
ก็
ไม่
สู
ดี
นั
ด้
วยเหตุ
ว่
าไม่
ตรงแท้
แก่
ความจริ
งหลายประการ”(จรั
ญ.เพิ
งอ้
าง) แต่
ลู
กศิ
ษย์
ของท่
านก็
ย ั
งยึ
ดถื
กฎหมายตามตั
วอั
กษรมาจนถึ
งทุ
กวั
นนี
จากคํ
าอธิ
บายกฎหมายในสมั
ยนั
นที่
ยึ
ดถื
อว่
ามี
เพี
ยงกฎหมาย
ที่
บั
ญญั
ติ
ขึ
นจากรั
ฐาธิ
ปั
ตย์
เท่
านั
นที่
เป็
นกฎหมาย เท่
ากั
บได้
ปฏิ
เสธว่
า กฎหมายจารี
ตประเพณี
ซึ
งเป็
ธรรมเนี
ยมปฏิ
บั
ติ
ที่
ถื
อรั
กษากั
นมา หรื
อกฎเกณฑ์
อย่
างอื่
นทั
งหมดกลายเป็
นสุ
ญญากาศ โดยเฉพาะ
กฎหมายธรรมชาติ
หรื
อกฎหมายศาสนาที่
เป็
นในรู
ปกฎหมายจริ
ยธรรม ศี
ลธรรม ธรรมเนี
ยมปฏิ
บั
ติ
มรรยาททางสั
งคมทุ
กอย่
างเป็
นอั
นยกเลิ
ถ้
าไม่
มี
กฎหมายจากองค์
รั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ให้
การรั
บรองไว้
กฎหมายแห่
งความยุ
ติ
ธรรมเหล่
านี
ใช้
กั
บคนไม่
ได้
ไม่
สามารถนํ
ามาใช้
เสมื
อนหนึ
งว่
าเป็
นบทตั
ดสิ
คดี
ในทางความเป็
นจริ
และหากตั
ดสิ
นคดี
ตามที่
เห็
นว่
ายุ
ติ
ธรรมกลั
บทํ
าผิ
ดกฎหมายตามรู
ปแบบ
ใหม่
นี
โดยที่
รั
ฐบาลแห่
งกรุ
งสยามได้
ยกกฎหมายของรั
ฐขึ
นมาเป็
นบรรทั
ดฐานของความยุ
ติ
ธรรม
ในหมู
มนุ
ษย์
หลายชาติ
พั
นธุ
ที่
อยู
รวมกั
นในท้
องถิ ่
นดั
งเดิ
มต้
องยอมรั
บกฎหมายที่
ออกมาจาก
ส่
วนกลาง แทนรากฐานทางความสํ
านึ
กในสิ ่
งดี
ชั
วของมนุ
ษย์
ที่
มี
มาในประวั
ติ
ศาสตร์
ชนชาติ
เก่
าแก่
ทั
งหลาย นี่
คื
อการประกาศสงครามความขั
ดแย ้
งทางสํ
านั
กความคิ
ด โดยคั
ดลอกรู
ปแบบกฎหมาย
แบบชาวตะวั
นตกมาทั
บถมกฎหมายธรรมชาติ
และกฎหมายจารี
ตประเพณี
แห่
งสํ
านึ
กผิ
ดชอบของ
ชาติ
ตะวั
นออก โดยเข้
าใจว่
าสิ
งนั
นคื
อความถู
กต้
องตามยุ
คสมั
ยของชาติ
ที่
เจริ
ญแล้
ว แท้
จริ
งแนวคิ
เช่
นนี
มี
มาตั
งแต่
สมั
ยกรี
กโบราณคื
อยุ
คก่
อนคริ
สตวรรษที่
5 ที่
Antiphon กล่
าวว่
า “กฎหมาย มี
กํ
าเนิ
มาจากอํ
าเภอใจของมนุ
ษย์
และมิ
ใช่
สิ ่
งอื่
นใด นอกจากสิ
งที่
ถู
กสร้
างขึ
นมาอย่
างไม่
มี
กฎเกณฑ์
แน่
นอน
โดยมี
การเปลี่
ยนแปลงไปตามกาลเวลา, มนุ
ษย์
,และสถานการณ์
” Sophist กล่
าวว่
า “กฎหมายเป็
นสิ ่
ที่
ถู
กสร้
างขึ
นโดยมนุ
ษย์
และกลุ
มบุ
คคล มิ
ใช่
อะไรอื่
นนอกจากสิ
งที่
เป็
นประโยชน์
ต่
อผู
ที่
เข้
มแข็
เท่
านั
น” และ Anacharsis กล่
าวว่
า “กฎหมายเปรี
ยบเหมื
อนใยแมงมุ
มที่
ขึ
งจั
บได้
แต่
เฉพาะสั
ตว์
อ่
อนแอ สั
ตว์
ตั
วใดที่
แข็
งแรงมี
อํ
านาจก็
สามารถหลุ
ดพ้
นไปได้
” จากแนวคํ
าอธิ
บายเช่
นนี
ย่
อมทํ
าให้
เชื่
อว่
“....กฎหมายเป็
นเครื่
องมื
อของผู
มี
อํ
านาจในการปกครอง
เป็
นสิ
งที่
ถู
กสร้
างขึ
นและ
เปลี่
ยนแปลงไปตามอํ
าเภอใจของผู
มี
อํ
านาจ กฎหมายจึ
งไม่
อาจก่
อให้
เกิ
ดความยุ
ติ
ธรรมที่
แท้
จริ
งแก่
มนุ
ษย์
ได้
….”(จรั
ญ.2549: 38) เพราะผู
มี
อํ
านาจย่
อมทํ
าตั
วอยู
เหนื
อกฎหมายเสมอมา
Thomas Hobbes กล่
าวว่
า “สิ ่
งที่
กํ
าหนดกฎหมายคื
อ อํ
านาจ หาใช่
สั
จธรรมใดๆไม่
และ
ยื
นย ั
นอํ
านาจอั
นไม่
จํ
ากั
ดของรั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ในการปกครอง”(จรั
ญ.เพิ
งอ้
าง) เป็
นการส่
งเสริ
มให้
รั
ฐหรื
ผู
ปกครองออกกฎหมายอย่
างไรก็
ได้
ไม่
มี
ขอบเขตจํ
ากั
ด อาทิ
เช่
นในประเทศไทยสมั
ยรั
ชกาลที่
5 เป็
ต้
นมาได้
มี
พระราชดํ
าริ
ให้
ใช้
ระบบประมวลกฎหมายแบบโลกสมั
ยใหม่
โดยเริ ่
มมี
ใช้
กั
นในปี
ร.ศ.
127 โดยตรากฎหมายลั
กษณะอาญามาใช้
เป็
นฉบั
บแรก ซึ
งยกเลิ
กกฎหมายตราสามดวงไปเจ็
ดฉบั
กฎหมายแบบใหม่
ในยุ
คแรกก็
ย ั
งคงอ้
างถึ
ง “คั
มภี
ร์
พระธรรมศาสตร์
” ว่
าเป็
นหลั
กกฎหมายเดิ
มของ
ไทยก่
อนมี
การปฏิ
รู
ปกฎหมายเป็
นแบบประมวลกฎหมายลายลั
กษณ์
อั
กษรตามแบบตะวั
นตกนั