- 67 -
ภายนอกจิ
ตใจที่
เรี
ยกว่
ามาตรฐานแห่
งความยุ
ติ
ธรรมไม่
มี
อยู
่
จริ
ง การตอบคํ
าถามเรื่
องความยุ
ติ
ธรรม
จึ
งควรตอบเฉพาะเรื่
องความยุ
ติ
ธรรมตามกฎหมายเท่
านั
้
น’….”(จรั
ญ.2549:33) เราสามารถเรี
ยก
แนวคิ
ดกลุ ่
มนี
้
ในชื่
ออี
กชื่
อหนึ
่
งว่
า
สํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
อง
เป็
นกลุ
่
มความคิ
ดที่
เกิ
ดขึ
้
นมาใน
ศตวรรษที่
15-16 และพั
ฒนาเป็
นระบบที่
โดดเด่
นในศตวรรษที่
19 และ 20 โดยเชื่
อว่
าความยุ
ติ
ธรรม
ไม่
มี
อยู
่
จริ
ง ถึ
งจะมี
อยู
่
จริ
งก็
ไม่
เกี่
ยวข้
องอะไรกั
บกฎหมายที่
ประกาศใช้
อยู
่
จริ
ง ผู
้
ใช้
กฎหมายไม่
ต้
อง
ไปสนใจว่
าความยุ
ติ
ธรรมมี
ความหมายว่
าคื
อสิ ่
งใด? หรื
อตั
้
งอยู
่
บนหลั
กของอะไร? ขอเพี
ยงทํ
าตาม
กฎหมายก็
เพี
ยงพอแล้
ว
การค้
นหาความยุ
ติ
ธรรมเป็
นเรื่
องของนั
กบวชและนั
กนิ
ติ
ศาสตร์
ที่
ไม่
เกี่
ยวกั
บการใช้
บั
งคั
บกฎหมาย
นั
กกฎหมายสํ
านั
กกฎหมายบ้
านเมื
องสอนกั
นมาตามทฤษฎี
ของ จอห์
น ออสติ
น ถื
อว่
า
กฎหมายเป็
นคํ
าสั
่
งของรั
ฐาธิ
ปั
ตย์
นั
้
นเป็
นรากฐานของคํ
าว่
า ยุ
ติ
ธรรม ในประเทศไทยโดยเฉพาะใน
สมั
ยรั
ชกาลที่
5 กรมหลวงราชบุ
รี
ดิ
เรกฤทธิ
์
ได้
ไปศึ
กษาในประเทศอั
งกฤษแล้
วนํ
าแนวคิ
ดกฎหมาย
ปฏิ
ธานนิ
ยมมาบรรยายเป็
นไทยว่
า “...กดหมายนั
้
นคื
อ คํ
าสั ่
งทั
้
งหลายของผู
้
ปกครองว่
าการแผ่
นดิ
น
ต่
อราษฎรทั
้
งหลายเมื่
อไม่
ทํ
าตามแล้
ว ตามธรรมดาต้
องโทษ....” (จรั
ญ.2545:367-381) เท่
ากั
บได้
ตั
้
ง
ต้
นแนะนํ
าว่
าความยุ
ติ
ธรรมอยู
่
ในอํ
านาจของผู
้
ปกครอง
เข้
าลั
กษณะการส่
งเสริ
มให้
คนที่
มี
อํ
านาจ
หรื
อแย่
งชิ
งอํ
านาจรั
ฐได้
สํ
าเร็
จสามารถออกกฎหมายได้
ตามใจชอบ
แล้
วผู
้
ปกครองที่
มี
อํ
านาจออก
กฎหมายได้
เป็
นใคร? ท่
านกรมหลวงราชบุ
รี
ดิ
เรกฤทธิ
์
ได้
ชี
้
แจงว่
า “ผู
้
ที่
มี
อํ
านาจสู
งสุ
ดในทางราชการ
เช่
น พระบาทสมเด็
จพระเจ้
าอยู ่
หั
วในเมื
องไทย หาใช่
ผู
้
ซึ
่
งมี
อํ
านาจโดยใช้
กํ
าลั
ง เช่
น โจรผู
้
ร้
ายใน
เขมรในถิ ่
นใดๆ” (จรั
ญ.2545 เพิ
่
งอ้
าง) ผู
้
มี
อํ
านาจสู
งสุ
ดนี
้
จะเป็
นบุ
คคลคนเดี
ยวหรื
อหลายคนรวมกั
น
ก็
ได้
หรื
อตามคํ
าอธิ
บายในลั
กษณะนี
้
ถ้
าประชาชนยอมรั
บตามคํ
าสั
่
งของผู
้
นั
้
นโดยไม่
มี
ข้
อสงสั
ยหรื
อ
ติ
ดใจ
ว่
ากฎหมายซึ
่
งเคยใช้
เป็
นเครื่
องมื
อการอํ
านวยความยุ
ติ
ธรรมกลายเป็
นที่
มาของหลั
กความ
ยุ
ติ
ธรรมไปแล้
ว ลั
กษณะของสั
งคมดั
งกล่
าวมี
ความเป็
นได้
สู
งที่
จะถู
กสร้
างขึ
้
นอย่
างชั
่
ว คื
อไม่
ยุ
ติ
ธรรม
ตามสามั
ญสํ
านึ
กก็
ได้
ขอแค่
ให้
เป็
นไปตามลั
กษณะความต้
องการขององค์
รั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ที่
ใช้
อํ
านาจ
เหมื
อนพระเจ้
า
แต่
ออกกฎหมายอยู
่
นอกเหนื
อกฎเกณฑ์
นอกเหนื
อกฎหมายของพระเจ้
า
จอห์
น
ออสติ
น กล่
าวยื
นย ั
นว่
า “การดํ
ารงอยู
่
ของกฎหมายเป็
นคนละเรื่
องกั
บปั
ญหาความถู
กต้
องชอบธรรม
ของกฎหมาย”
(จรั
ญ.2549:46)
แนวคิ
ดนี
้
จึ
งเชื่
อว่
าแม้
กฎหมายของมนุ
ษย์
และรั
ฐจะไม่
ยุ
ติ
ธรรม
ขั
ดแย ้
งกั
บกฎหมายพระเจ้
าก็
ย ั
งใช้
บั
งคั
บได้
จึ
งเป็
นกลุ
่
มสํ
านั
กความคิ
ดทางกฎหมายที่
ได้
ชื่
อว่
าสร้
าง
รั
ฐชาติ
หรื
อรั
ฐสมบู
รณาญาสิ
ทธิ
ราชขึ
้
นมาโดยเน้
นที่
สถาบั
นการปกครองมากกว่
าความเป็
นธรรมใน
สั
งคม หรื
อกล่
าวได้
ว่
าสอนคนให้
หั
นหลั
งแก่
สามั
ญสํ
านึ
กผิ
ดชอบชั
่
วดี
แต่
เป็
นรั
ฐหรื
อสั
งคมใหม่
ที่
บู
ชาผู
้
ปกครองหรื
อกลุ
่
มผู
้
ปกครองที่
กุ
มอํ
านาจเหนื
ออาณาเขตดิ
นแดนที่
เรี
ยกว่
ารั
ฐชาติ
ซึ
่
งหากไม่
มี
ระบบควบคุ
มการตรวจสอบการใช้
อํ
านาจรั
ฐในลั
กษณะดั
งกล่
าวแล้
ว
คนในสั
งคมหรื
อประเทศ
เช่
นนั
้
นจะกลายเป็
นสั
งคมที่
ใครมี
กํ
าลั
งมากกว่
าก็
ได้
อํ
านาจเป็
นใหญ่
กว่
า สามารถชี
้
นํ
าอะไรได้
ตามใจ
ชอบ เพราะความยุ
ติ
ธรรมคื
อกฎหมาย ส่
วนกฎหมายคื
อเครื่
องมื
อยื
นย ั
นอํ
านาจที่
ถู
กต้
องเป็
นสิ
่
งเดี
ยว