- 65 -
บทที่
4
กระบวนการยุ
ติ
ธรรมในสั
งคมอิ
้
วเมี่
ยน
กระบวนการยุ
ติ
ธรรม เป็
นสิ
่
งที่
จํ
าเป็
นในการอํ
านวยให้
เกิ
ดความยุ
ติ
ธรรมในสั
งคม อาจารย์
จุ
ฑารั
ตน์
เอื
้
ออํ
านวยและรองศาสตราจารย์
ดร. สุ
วิ
นั
ย ภรณวลั
ย ได้
ให้
แนวคิ
ด นิ
ยามและ
ความหมายไว้
ว่
า “....สั
งคมทุ
กสั
งคมต่
างมี
ระเบี
ยบแบบแผนธรรมเนี
ยมปฏิ
บั
ติ
และบรรทั
ดฐานความ
ประพฤติ
ไว้
เป็
นแนวทางปฏิ
บั
ติ
สํ
าหรั
บสมาชิ
กของตนเอง ขณะเดี
ยวกั
นสั
งคมได้
กํ
าหนดบทบั
งคั
บ
โทษรู
ปแบบต่
างๆไว้
ตอบโต้
ต่
อต้
านหรื
อปฏิ
บั
ติ
ต่
อผู
้
กระทํ
าการล่
วงละเมิ
ดกฎเกณฑ์
ของสั
งคม
เพื่
อให้
หลาบจํ
าไม่
กระทํ
าผิ
ดอี
กโดยใช้
ควบคู
่
กั
บการยกย่
องชมเชยและให้
รางวั
ลต่
อพฤติ
กรรมที่
พึ
ง
ปรารถนาของสั
งคม ดั
งนั
้
น กลไกของสั
งคมที่
รั
บผิ
ดชอบต่
อการบั
งคั
บใช้
กฎหมายจึ
งเกิ
ดขึ
้
นเพื่
อทํ
า
หน้
าที่
ประสานเชื่
อมโยงกั
นเป็
นระบบเครื
อข่
าย โดยเรี
ยกว่
า
"กระบวนการยุ
ติ
ธรรม
" (Criminal
Justice Process) หรื
อ
ิ
(Criminal Justice System)...”(จุ
ฑารั
ตน์
. กระบวนการ
ยุ
ติ
ธรรม) นอกจากนี
้
กระบวนการยุ
ติ
ธรรมของประเทศไทยได้
มี
วิ
วั
ฒนาการและเปลี่
ยนแปลงไปตาม
แนวทางการพั
ฒนาความคิ
ดทางการเมื
องการปกครอง ที่
สํ
าคั
ญคื
อการปรั
บเปลี่
ยนโลกทั
ศน์
ชี
วทั
ศน์
และค่
านิ
ยมทางนิ
ติ
ปรั
ชญาของประเทศสยาม ในสมั
ยรั
ชกาลที่
4 และ ที่
5 คื
อจุ
ดเปลี่
ยนที่
อั
นสํ
าคั
ญ
ยิ ่
งที่
ทํ
าให้
กระบวนการยุ
ติ
ธรรมมี
การเปลี่
ยนไปในลั
กษณะทางระบบอํ
านาจนิ
ยมไม่
ใช่
ระบบธรรม-
นิ
ยม ประเทศไทยที่
เปลี่
ยนแปลงชื่
อมาจากสยามประเทศที่
ได้
ผนวกกลื
นเมื
องนครรั
ฐที่
อยู
่
รอบๆเข้
า
เป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
นอย่
างสํ
าเร็
จก็
โดยส่
วนหนึ
่
งมาจากการก่
อกํ
าเนิ
ดระบบนิ
ติ
บั
ญญั
ติ
ที่
ให้
ความ
เคารพนั
บถื
อในสถาบั
นพระมหากษั
ตริ
ย์
ของสั
งคมไทยภาคกลาง ซึ
่
งไม่
สอดคล้
องกั
บวิ
ถี
ชี
วิ
ตคน
ไทยในขณะนั
้
น ที่
เป็
นสั
งคมชนชั
้
น “...มี
ความเคารพเทิ
ดทู
นระบบอุ
ปถั
มภ์
อย่
างแนบแน่
น และมี
จารี
ตประเพณี
ที่
เอื
้
ออาทรต่
อเพื่
อนร่
วมสั
งคม
จึ
งเป็
นการเปลี่
ยนแปลงที่
ไม่
มี
แก่
นรากลึ
กซึ
้
ง
จิ
ต
วิ
ญญาณ พฤติ
กรรมทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมและวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนทั
่
วไปย ั
งเกาะเกี่
ยวกั
บกระบวนคิ
ด
แบบเดิ
ม...”(จุ
ฑารั
ตน์
.เพิ ่
งอ้
าง) กฎหมายและระบบข้
าราชการไทยจึ
งเป็
นระบบหรื
อเครื่
องมื
อที่
เป็
น
เรื่
องของอํ
านาจนิ
ยม เพราะข้
าราชการคื
อตั
วแทนขององค์
พระมหากษั
ตริ
ย์
ที่
ทรง “มี
อํ
านาจสิ
ทธิ
ขาด
และสมบู
รณ์
ในตั
วเอง โดยไม่
ต้
องอยู
่
ใต้
อาณาเขตข้
อจํ
ากั
ดของศี
ลธรรม ความยุ
ติ
ธรรม หรื
อสิ
่
งอื่
น
ใด” (จุ
ฑารั
ตน์
.เพิ
่
งอ้
าง) ข้
าราชการที่
มี
อํ
านาจกฎหมายหนุ
นหลั
งหรื
ออํ
านาจแต่
งตั
้
งจากองค์
พระ
ประมุ
ขลงมาตามลํ
าดั
บขั
้
น
ใช้
อํ
านาจนั
้
นอย่
างไร้
ขี
ดจํ
ากั
ด
ไม่
ต้
องสนใจต่
อความยุ
ติ
ธรรมอย่
าง
แท้
จริ
ง
ทํ
าให้
สั
งคมไทยต้
องจ่
ายค่
าวั
ฒนธรรมด้
านความยุ
ติ
ธรรมด้
วยราคาแพงเกิ
นจริ
งมานั
บ
ศตวรรษ
และในยุ
คที่
ทหารยึ
ดอํ
านาจปกครองประเทศหรื
อนั
กการเมื
องขึ
้
นมาปกครองประเทศ
ระบบอํ
านาจนิ
ยมนี
้
ก็
ย ั
งไม่
ได้
รั
บการแก้
เปลี่
ยนแปลงไปสู
่
ธรรมนิ
ยม
และยิ
่
งไปกว่
านั
้
นถื
อว่
า
วั
ฒนธรรมท้
องถิ ่
นที่
มี
หลากหลายนั
้
นเป็
นสิ
่
งที่
พึ
งรั
งเกี
ยจ แสดงให้
เห็
นว่
าสั
งคมไทยลื
มจิ
ตวิ
ญญาณ
แห่
งกฎหมายที่
เป็
นบ่
อเกิ
ดของกฎหมาย จึ
งเป็
นที่
มาของการที่
นั
กนิ
ติ
ศาสตร์
ของเมื
องไทยแทบจะไม่