Page 49 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 41 -
1,500 เมตร ยึ
ดอาชี
พปลู
กฝิ
น ปลู
กข้
าวไร่
ข้
าวโพดสาลี
เลี
ยงหมู
และเลี
ยงไก่
ซึ
งมี
ด้
วยกั
นหลายกลุ ่
อพยพและเข้
ามาในช่
วงเวลาที่
แตกต่
างกั
น โดยกลุ ่
มแรกที่
เข้
ามานั
นนั
กวิ
ชาการเชื่
อว่
าเข้
ามาในช่
วง
ประมาณ ค.ศ.1800 ผู
วิ
จั
ยเชื่
อว่
าน่
าจะเป็
นชาวอิ
วเมี่
ยนกลุ
มที่
อยู
ในพรมแดนไทยพม่
าเมื่
อหลายร้
อยปี
ก่
อน ส่
วนกลุ
มอื่
นๆ ค่
อยๆอพยพติ
ดตามกลุ
มแรกๆเข้
ามาจากทางเชี
ยงของ และทุ
งช้
างของน่
าน
1.1 กลุ
มอพยพต่
างๆและการก่
อตั
งชุ
มชน
เป็
นการยากที่
กล่
าวว่
าชาวอิ
วเมี่
ยนที่
อพยพเข้
ามาตั
งรกรากในประเทศไทยมี
ทั
งหมดกี่
กลุ
อพยพ อาจารย์
มงคล จั
นทร์
บํ
ารุ
ง เป็
นท่
านแรกที่
เสนอทฤษฎี
การจํ
าแนกอิ
วเมี่
ยนกลุ ่
มต่
างๆใน
ประเทศไทย โดยท่
านได้
แบ่
งออกเป็
นสี่
กลุ
มด้
วยกั
น คื
1.
กลุ
มเชี
ยงราย-น่
าน
2.
กลุ
มดอยอ่
างขาง
3.
กลุ
มเชี
ยงรายตอนบน และ
4.
กลุ
มผู
ลี
ภั
ยสงคราม
การจํ
าแนกเช่
นนี
โดยอาศั
ยถิ
นที่
ตั
งชุ
มชนและมู
ลเหตุ
ของการอพยพเป็
นตั
วเชื่
อมโยง
ดู
มี
ความเป็
นระเบี
ยบและสะดวกสํ
าหรั
บการจดจํ
า เมื่
อศึ
กษาในรายละเอี
ยดแล้
วพบว่
ามี
การซ้
อนทั
บกั
อยู
บ้
าง เนื่
องจากมี
การตกสํ
ารวจในบางกลุ ่
มอพยพ ในปั
จจุ
บั
นนี
อิ
วเมี่
ยนดั
งเดิ
มบางกลุ
มอพยพได้
สาบสู
ญไปนานแล้
ว เช่
น กลุ ่
ม ละ ย ั
ง เมี่
ยน และกลุ
มของ เพี
ยะ โฒว โดยได้
มี
การผนวกเข้
ากั
บกลุ
ใหม่
หรื
อย ้
ายถิ
นกลั
บไปกลั
บมา จึ
งเหลื
อเพี
ยงร่
องรอยของชุ
มชนหรื
อหลุ
มฝั
งศพที่
กลุ
มอพยพหลั
งๆ
ได้
บอกเล่
าสื
บต่
อกั
นมา เมื่
อเป็
นเช่
นนี
การอาศั
ยแหล่
งที่
ตั
งชุ
มชนร่
วมกั
บมู
ลเหตุ
ของการอพยพเป็
พื
นฐานในการศึ
กษาน่
าจะย ั
งมี
ความคลาดเคลื่
อนสู
ง ผู
วิ
จั
ยจึ
งขอเพิ
มรายละเอี
ยดในส่
วนของผู
นํ
าการ
อพยพในแต่
ละกลุ
มย่
อยไว้
เป็
นแนวทางการศึ
กษาถึ
งประวั
ติ
ศาสตร์
อิ
วเมี่
ยนในราชอาณาจั
กรไทย
เนื่
องด้
วยว่
ากลุ ่
มอพยพที่
แตกต่
างกั
นมี
ผลโดยตรงต่
อมุ
มมองการใช้
สิ
ทธิ
ชุ
มชนในการจั
ดการปั
ญหา
และไกล่
เกลี่
ยข้
อพิ
พาท ดั
งนั
นผู
วิ
จั
ยจะขอเสนอแนวทางการศึ
กษาถึ
งกลุ
มอพยพใหม่
ดั
งนี
1.
กลุ
มดอยกาดผี
ชาวอิ
วเมี่
ยนเรี
ยกว่
“ละยั
ง เมี่
ยน”
สั
นนิ
ษฐานว่
า ก่
อตั
งชุ
มชนขึ
นในช่
วง
สองร้
อยปี
ก่
อน(พ.ศ.2330-2350, ค.ศ.1787-1807) โดยปรากฏร่
องรอยชุ
มชนอยู
บริ
เวณบ้
านกกน้
อย
ห้
วยริ
น ห้
วยชมภู
และปางกิ ่
ว ซึ
งคนส่
วนมากเชื่
อว่
าอาจจะอพยพมาจากทางเมื
องยอนของพม่
า เข้
ามา
ตามลํ
านํ
ากกแล้
วตั
งชุ
มชนอยู
บนเทื
อกเขาสู
งเพื่
อปลู
กฝิ
น เป็
นชุ
มชนอิ
วเมี่
ยนโบราณที่
มี
ความเจริ
ทางด้
านพิ
ธี
กรรมที่
สุ
ดแห่
งหนึ
ง มี
ความสั
มพั
นธ์
ใกล้
ชิ
ดกั
บอิ
วเมี่
ยนที่
ดอยสามหมื่
น เรื่
องราวเชิ
ตํ
านานเกี่
ยวกั
บ ละ ย ั
ง เมี่
ยน จะเกี่
ยวข้
องกั
บการที่
พวก ผู
อาวุ
โสสามารถแปลงกายเป็
นสั
ตว์
เดี
ยรั
จฉานประเภทต่
างๆ พวกผู
นํ
าทางพิ
ธี
กรรมชอบที่
จะถอดวิ
ญญาณไปท่
องโลกวิ
ญญาณหรื
อบาง
ที
ก็
ใช้
ไสยศาสตร์
ทํ
าร้
ายกั
นเอง มี
การแข่
งขั
นประลองความสามารถทางไสยศาสตร์
อาทิ
เช่
น การ
ปลุ
กผี
ให้
ลุ
กขึ
นเดิ
น การเนรมิ
ตให้
หน่
อไม้
ผุ
ดขึ
นมาจากใต้
ดิ
นภายในบ้
านที่
กํ
าลั
งประกอบพิ
ธี
กรรม
ต่
อหน้
าต่
อตาของผู
ที่
ประกอบพิ
ธี
สวดส่
งวิ
ญญาณเป็
นต้
น ดิ
นแดนที่
ขึ
นชื่
อของกลุ ่
ม ละ ย ั
ง เมี่
ยน