- 36 -
บทที่
3
การก่
อตั
้
งชุ
มชนอิ
้
วเมี่
ยนในประเทศไทย
เมื่
อครั
้
งที่
อาณาจั
กรล้
านช้
างและล้
านนาย ั
งแบ่
งการปกครองออกเป็
นแว่
นแคว้
น มี
ฐานะเป็
น
หั
วเมื
องประเทศราชของสยามนั
้
น ชาวอิ
้
วเมี่
ยนกลุ ่
มที่
โพกศี
รษะแบบไขว้
ผู
้
ชายจะโกนผมครึ
่
งศี
รษะ
ไว้
ผมยาวถั
กเปี
ยเหมื
อนกั
บชาวแมนจู
ได้
อพยพข้
ามแม่
นํ
้
าโขงมาถึ
งเชี
ยงของที่
ปกครองโดยพวกลาว
พุ
งดํ
า ภายใต้
กํ
ากั
บของเจ้
าเมื
องน่
านและได้
เลื
อกที่
จะตั
้
งถิ ่
นฐานบนที่
สู
ง ซึ
่
งมี
อากาศเย็
นเหมาะแก่
การปลู
กฝิ ่
นและสามารถปลู
กข้
าวได้
ผลดี
ต่
อมาได้
ย ้
ายไปตั
้
งชุ
มชนอยู
่
ในเขตปกครองของเจ้
าเมื
อง
เชี
ยงใหม่
บริ
เวณดอยช้
าง ดอยสามหมื่
นและดอยอ่
างขางใกล้
กั
บพรมแดนพม่
า ขณะนั
้
นเชี
ยงรายเป็
น
เมื
องร้
างไม่
มี
ผู
้
คนอาศั
ยอยู
่
บริ
เวณพื
้
นที่
ภาคเหนื
อตอนบนระหว่
างแม่
นํ
้
าโขงและแม่
นํ
้
าสาละวิ
นนี
้
มี
เมื
องน่
าน เมื
องลํ
าปางกั
บเมื
องเชี
ยงใหม่
เป็
นเมื
องหลั
ก ส่
วนเมื
องเชี
ยงราย เมื
องฝาง เมื
องเชี
ยงตุ
งเป็
น
เมื
องบริ
วารของเชี
ยงใหม่
เมื
องเชี
ยงของ เมื
องเทิ
ง เมื
องสิ
งห์
เมื
องไทรยะบุ
รี
เป็
นเมื
องบริ
วารของ
น่
าน ดั
งนั
้
นการข้
ามไปมาระหว่
างแม่
นํ
้
าโขงของกลุ ่
มชาติ
พั
นธุ
์
จึ
งเกิ
ดขึ
้
นได้
โดยง่
าย ประกอบกั
บ
ในช่
วงต้
นคริ
สต์
ทศวรรษ 1800 นั
้
น ทางเมื
องสยามได้
ขยายอิ
ทธิ
พลมาย ั
งหั
วเมื
องล้
านนาอย่
าง
ต่
อเนื่
อง ได้
ส่
งเสริ
มให้
เมื
องน่
าน เมื
องเชี
ยงใหม่
ไปตี
เอาเมื
องในปกครองของแคว้
นสิ
บสองปั
นนา
หรื
อของพม่
ามาไว้
ในอํ
านาจ
ทุ
กครั
้
งที่
ไปตี
เมื
องได้
ก็
จะกวาดต้
อนผู
้
คนในเมื
องนั
้
นมาเป็
นเชลย
สงคราม โดยกํ
าหนดที่
ตั
้
งชุ
มชนไว้
ในเมื
องต่
างๆ โดยในช่
วงปี
ค.ศ. 1800 ถึ
ง 1843 ชาวเมื
องใน
เชี
ยงราย เชี
ยงแสนและเมื
องเล็
กหลายเมื
องถู
กกวาดต้
อนเช่
นกั
น
1. การจํ
าแนกกลุ
่
มอพยพ
การเคลื่
อนย ้
ายของประชากรอิ
้
วเมี่
ยนตั
้
งแต่
กลุ
่
มแรกๆที่
ได้
อพยพเข้
ามาในประเทศไทย ก็
มี
การบั
นทึ
กไว้
ในตํ
าราบางอย่
างที่
ใช้
เป็
นหลั
กฐานอ้
างอิ
งหรื
อตรวจสอบได้
ใกล้
เคี
ยงอย่
างยิ ่
ง เช่
น “จา
ฟิ
น ตาน” (เทพประจํ
าบ้
านของวงศ์
ตระกู
ล), “โฒ้
ว-โต้
ว โซว: (หนั
งสื
อบั
นทึ
กหลุ
มฝั
งศพบรรพชน)
“โซว หฑั
่
ง” (หนั
งสื
อบั
นทึ
กวั
นเดื
อนปี
เกิ
ด) และ “โซว ฑู
ง” (ตํ
าราบทเพลง) เป็
นต้
น ในตํ
ารา
ที่
กล่
าวมาข้
างต้
นนี
้
ส่
วนมากจะบั
นทึ
กด้
วยอั
กษรจี
นโบราณที่
มี
ความเป็
นเอกลั
กษณ์
เฉพาะของชาว
อิ
้
วเมี่
ยนเอง คํ
าถามที่
ว่
า ‘เมื่
อไรที่
อิ
้
วเมี่
ยนกลุ
่
มแรกได้
อพยพเข้
ามาในประเทศไทย? นั
กวิ
ชาการไทย
และต่
างประเทศที่
ทํ
าการวิ
จั
ยมั
กจะตอบว่
า ปี
คริ
สต์
ศั
กราช 1800 (พ.ศ. 2343) คื
อปี
ที่
มี
ชาวอิ
้
วเมี่
ยน
ได้
อพยพเข้
ามาในประเทศ รวมถึ
งนั
กวิ
จั
ยของต่
างประเทศหลายคนก็
กล่
าวว่
า ชาวอิ
้
วเมี่
ยนมี
การ
อพยพเข้
ามาในประเทศไทยหลายกลุ
่
มและในช่
วงเวลาที่
แตกต่
างกั
น(Jess.อ้
างแล้
ว)
เขตเมื
องน่
าน
อาจเป็
นพื
้
นที่
แห่
งแรกที่
ชาวอิ
้
วเมี่
ยนอพยพเข้
ามาตั
้
งถิ
่
นฐานเมื่
ออพยพข้
ามแม่
นํ
้
าโขงมาถึ
งฝั
่
งไทย
ผู
้
วิ
จั
ยเชื่
อว่
าส่
วนมากได้
ข้
ามแม่
นํ
้
าในเขตเมื
องเชี
ยงของ ซึ
่
งเป็
นบริ
เวณที่
พื
้
นผิ
วแม่
นํ
้
ากว้
างขวาง ใน
ฤดู
แล้
งระดั
บนํ
้
าในแม่
นํ
้
าจะไม่
สู
งมากสามารถต่
อแพข้
ามแม่
นํ
้
าได้
อาทิ
เช่
น ในช่
วงประมาณปี
ค.ศ.