- 22 -
ทะเลสาบตงติ
ง ซึ
่
งเป็
นแหล่
งนํ
้
าขนาดใหญ่
ในตอนกลางของประเทศจี
น ได้
อพยพลงมาอยู
่
ฝั
่
งตรง
ข้
ามกั
บนานกี
ง
แต่
การบอกเล่
าได้
อ้
างถึ
งเมื
องใหญ่
ในขณะนั
้
นอย่
างนานกี
งเพื่
อให้
เป็
นที่
รู
้
จั
กของ
อนุ
ชนรุ
่
นต่
อมา จนเป็
นที่
เข้
าใจไปว่
าเคยอยู
่
ที่
เมื
องนานกี
งซึ
่
งอยู
่
ทางตอนเหนื
อของแม่
นํ
้
าแยงซี
อี
กที
หนึ
่
ง เท่
าที่
พบในบั
นทึ
กทํ
าเนี
ยบหลุ
มฝั
งศพ “Zouv Douh sou” ชาวอิ
้
วเมี่
ยนหมู
่
บ้
านผาลั
้
ง ในบั
นทึ
ก
ของตระกู
ล เปี
้
ยน แซ้
ง หวั
ง-หฒั
๋
น ได้
บั
นทึ
กว่
ามี
หลุ
มฝั
่
งศพบรรพชนอยู
่
ในมณทลกวางตุ
้
ง กวางสี
และยู
นนาน ในบั
นทึ
กไม่
มี
บรรพชนคนใดที่
มี
หลุ
มฝั
งศพในประเทศลาว จึ
งเชื่
อได้
ว่
าชาวอิ
้
วเมี่
ยน
ตระกู
ลนี
้
น่
าจะเป็
นกลุ ่
มดั
้
งเดิ
มที่
อพยพมาจากเมื
องล่
าในแคว้
นสิ
บสองปั
นนา ที่
ได้
เข้
ามาในประเทศ
ไทยกลุ
่
มแรกๆมี
การแวะพั
กในประเทศลาวเป็
นเวลาสั
้
นๆ หรื
อไม่
ก็
ตรงมาจากเมื
องล่
าในแคว้
นสิ
บ
สองปั
นนาเข้
าสู
่
เชี
ยงของโดยตรง ในขณะที่
อยู
่
ในความปกครองของเมื
องน่
าน เนื่
องจากในเวลานั
้
น
เมื
องน่
านมี
อิ
ทธิ
พลเหนื
อพื
้
นที่
บริ
เวณนี
้
รวมถึ
งในเมื
องสิ
งห์
หลวงนํ
้
าทาและไทรยะบุ
รี
ของประเทศ
ลาว
การอพยพข้
ามไปมาระหว่
างแม่
นํ
้
าโขงจึ
งเป็
นสิ
่
งที่
เกิ
ดขึ
้
นได้
ง่
าย
และประชากรในช่
วงต้
น
ศตวรรษที่
19 มี
ไม่
มาก ดิ
นแดนล้
านนาตอนบนกลายเป็
นเมื
องร้
างไปหลายช่
วง
2.2.3 การอพยพเข้
าสู
่
ประเทศในแถบอิ
นโดจี
น (เวี
ยดนาม ลาว และพม่
า)
Jacques Lemoine
และ
Chiao Chien กล่
าวว่
าภายหลั
งจากอพยพข้
ามทะเลลงทางตอนใต้
ราวๆสมั
ยราชวงศ์
หมิ
งตอนต้
น ได้
ยอมรั
บวั
ฒนธรรมจี
นทั
้
งรู
ปแบบการปกครอง การศึ
กษา ส่
วน
ศาสนานั
้
นได้
รั
บเอาลั
ทธิ
เต๋
าของจี
นที่
ผสมผสานกั
บศาสนาพุ
ทธและบรรพชนผู
้
ล่
วงลั
บ
โดยถื
อว่
า
“เปี
้
ยน ฮู
่
ง”(องค์
ที่
สร้
างจั
กรวาล)เป็
นพระเจ้
าสู
งสุ
ด และบรรพบุ
รุ
ษคนแรกที่
มี
นามว่
า “หล่
ง ช้
วน” ที่
แต่
งงานกั
บ “เลี่
ยว มู
้
กู
๋
ฟาม” (Liouh Muh Gux Faam)ราชธิ
ดาองค์
ที่
สามของจั
กรพรรดิ
“แป้
ง ฮู
่
ง”
(Baengh Hungh) ซึ
่
งเป็
นต้
นตระกู
ลของชนชาติ
อิ
้
วเมี่
ยนสิ
บสองเผ่
านั
้
น ตอนมี
ชี
วิ
ตอยู
่
ได้
มี
ศั
กดิ
นา
เที
ยบเท่
ากั
บราชบุ
ตรเขย ภายหลั
งจากเสี
ยชี
วิ
ตแล้
วได้
รั
บการแต่
งตั
้
งเป็
นสมมุ
ติ
เทพ มี
นามว่
า “เปี
้
ยน
ฮู
่
ง” เช่
นกั
น ชาวอิ
้
วเมี่
ยนในชุ
มชนต่
างได้
ร่
วมกั
นสร้
างรู
ปปั
้
นของเปี
้
ยน ฮู
่
ง องค์
ที่
สร้
างจั
กรวาลขึ
้
นมา
เพื่
อกราบไหว้
นายฒ้
อยเอี๋
ยนกล่
าวว่
า “....ต่
อมาทางการในท้
องถิ
่
นไม่
อนุ
ญาตให้
ชาวอิ
้
วเมี่
ยนตั
้
งหอ
เทพเจ้
าบริ
เวณใจกลางเมื
อง จึ
งพากั
นไปตั
้
งตามภู
เขาที่
ห่
างไกลผู
้
คน ในยุ
คต่
อมาแม้
แต่
บนภู
เขาก็
ห้
าม
เช่
นกั
น จึ
งได้
วาดภาพผี
ใหญ่
ไว้
กราบไหว้
แทน...” ภาพผี
ใหญ่
เหล่
านี
้
“...ส่
วนมากจะทํ
าขึ
้
นใน
ระหว่
างที่
ย ้
ายถิ ่
นมาถึ
งมณฑลกวางตุ
้
งและมณฑลกวางสี
ของประเทศจี
น ใช้
ลั
กษณะรู
ปแบบการวาด
อย่
างเดี
ยวกั
นกั
บเรื่
องราวในเทพนิ
ยายจี
น ด้
านหลั
งรู
ปภาพมี
บางฉบั
บที่
ระบุ
ปี
ที่
วาดไว้
ด้
วย มี
อายุ
ระหว่
างปี
ค.ศ. 1800 ถึ
ง 1870 มี
หลายภาพที่
ระบุ
ปี
ค.ศ. 1800 ถึ
ง 1845 …”(
Jess.1994;1997
)
ระบบความเชื่
อดั
งกล่
าวแม้
ว่
ามี
ส่
วนหนึ
่
งเป็
นระบบจารี
ตแบบเต๋
าที่
คนจี
นส่
วนใหญ่
นั
บถื
ออยู
่
แต่
ใน
เนื
้
อหาทางความเชื่
อจริ
งๆแล้
วได้
ผู
กโยงไว้
กั
บอํ
านาจเหนื
อธรรมชาติ
และหลั
กเนติ
ธรรมไว้
ด้
วย เป็
น
ระบบทางสั
งคมที่
ทรงพลั
งอํ
านาจและสามารถใช้
เป็
นฐานในการวางระบบการปกครองประเทศได้
หากมี
การรวมตั
วกั
นได้
อย่
างเป็
นระบบและคนภายในกลุ
่
มสามารถแบ่
งบทบาทหน้
าที่
ได้
อย่
างลงตั
ว
เพราะในคํ
าอธิ
บายหลายตอนได้
อ้
างถึ
งการที่
เปี
้
ยน ฮู
่
ง เป็
นผู
้
สร้
างจั
กรวาลและชาวอิ
้
วเมี่
ยนซึ
่
งเป็
น