- 20 -
ถั
ง อยู
่
ระหว่
างปี
ค.ศ. 650 ไม่
ได้
อธิ
บายถึ
งความเป็
นสุ
นั
ขห้
าสี
แต่
อย่
างใด ฉบั
บที่
เก่
าแก่
ที่
สุ
ดเท่
าที่
มี
การค้
นพบอยู
่
ในปั
จจุ
บั
นคื
อฉบั
บที่
ทํ
าขึ
้
นในปี
ค.ศ. 595 อยู
่
ในสมั
ยราชวงศ์
ซุ
ย (Sui dynasty) Fan
Yeh ได้
กล่
าวอ้
างถึ
งชนเผ่
าพ่
านฮู
นี
้
ว่
า พบในจดหมายเหตุ
ราชวงศ์
ฮั
่
นว่
ามี
การกล่
าวถึ
งชาวอิ
้
วเมี่
ยนได้
อาศั
ยอยู
่
บริ
เวณตอนใต้
ของแม่
นํ
้
าแยงซี
ตั
้
งแต่
ก่
อนคริ
สตศั
กราชประมาณสามร้
อยปี
ขึ
้
นไป
ใน
เบื
้
องต้
นจึ
งสามารถสรุ
ปได้
ว่
าชาวอิ
้
วเมี่
ยนมี
แหล่
งกํ
าเนิ
ดอยู
่
ในประเทศจี
นอย่
างแน่
นอน ไม่
ว่
าจะเป็
น
ลั
กษณะทางกายภาพหรื
อวั
ฒนธรรมก็
มี
ความใกล้
เคี
ยงกั
บชาวฮั ่
นของประเทศจี
นมากที่
สุ
ด แต่
มั
กมี
วั
ฒนธรรมเกี่
ยวกั
บการอาศั
ยอยู
่
บนภู
เขา ประเทศจี
นเป็
นประเทศที่
มี
อาณาเขตกว้
างขวาง ในอดี
ตคน
ฮั ่
นเชื่
อว่
าพวกเขาเป็
นเจ้
าของโลกทั
้
งใบ โดยมี
จั
กรพรรดิ
เป็
นผู
้
ปกครองสู
งสุ
ด แต่
ละเมื
องจะมี
กษั
ตริ
ย์
ปกครองขึ
้
นตรงต่
อพระจั
กรพรรดิ
ชนกลุ
่
มใดที่
ไม่
ยอมอยู
่
ใต้
จั
กรพรรดิ
ของจี
น “Zong Guo” ถู
ก
นั
บว่
าเป็
นพวกป่
าเถื่
อนทั
้
งหมด มี
นั
ยว่
าเป็
นพวกนอกกฎหมายของจั
กรพรรดิ
จี
น เมื่
อชาวฮั
่
นพบว่
ามี
ชนเผ่
าพ่
านฮู
ครั
้
งแรกตามที่
บั
นทึ
กในจดหมายเหตุ
ราชวงศ์
ฮั ่
น ที่
บั
นทึ
กในศตวรรษที่
5 ถึ
ง ศตวรรษ
ที่
3 ก่
อนคริ
สตกาล อาจารย์
มงคล กล่
าวว่
า ‘...ทางตอนใต้
ของแม่
นํ
้
าแยงซี
มี
ชนพื
้
นเมื
องอาศั
ยอยู
่
ใน
บริ
เวณที่
รวมกั
นเป็
นพื
้
นที่
ตอนกลางของสี่
มณฑล คื
อมณฑลฮู
เป่
ย มณฑลฮู
หนาน มณฑลเสฉวน
และมณฑลกุ
้
ยโจว คนจี
นเรี
ยกชนกลุ
่
มนี
้
ว่
า พ่
านฮู
จู
๋
หรื
อชนเผ่
าพ่
านฮู
้
ง ชนกลุ ่
มนี
้
ได้
ก่
อกบฏหลาย
ครั
้
ง...” จึ
งถื
อได้
ว่
าแหล่
งกํ
าเนิ
ดชนชาติ
อิ
้
วเมี่
ยนนั
้
นอยู
่
บริ
เวณตอนกลางของแม่
นํ
้
าแยงซี
นี
้
เอง
2.2 เส้
นทางการอพยพ
โดยที่
พบว่
ามี
หลั
กฐานเกี่
ยวกั
บชาวอิ
้
วเมี่
ยนเมื่
อประมาณสองพั
นห้
าร้
อยปี
ก่
อนคริ
สตกาล
จากแหล่
งกํ
าเนิ
ดเดิ
มได้
มี
การอพยพโยกย ้
ายถิ
่
นฐานบ่
อย ต่
อมาจึ
งไปปรากฏอยู
่
ในมณฑลอื่
นๆทั ่
วไป
ในประเทศจี
น โดยในยุ
คแรกของการกํ
าเนิ
ดชนชาติ
มี
หลั
กฐานว่
าอยู
่
บริ
เวณตอนกลางของแม่
นํ
้
าแยง
ซี
ตามที่
Fan Yeh ได้
กล่
าวว่
าตามจดหมายเหตุ
ของราชวงศ์
ฮั ่
นที่
ว่
าได้
พบชาวอิ
้
วเมี่
ยนอยู
่
บริ
เวณตอน
ใต้
ของแม่
นํ
้
าแยงซี
จากหลั
กฐานชิ
้
นนี
้
จึ
งเชื่
อว่
าบริ
เวณดั
งกล่
าวเป็
นแหล่
งกํ
าเนิ
ดชนชาติ
อิ
้
วเมี่
ยนแล้
ว
ค่
อยๆมี
การอพยพไปสู
่
มณฑลอื่
นๆที่
อยู
่
ใกล้
เคี
ยงในช่
วงระยะเวลาประมาณหนึ
่
งพั
นปี
แรกของการ
กํ
าเนิ
ดชนชาติ
ก่
อนที่
จะอพยพไปสู
่
แผ่
นดิ
นที่
ติ
ดแนวชายฝั
่
งทะเลอย่
างมณฑลกวางตุ
้
ง มณฑลกวางสี
เมื่
อไม่
นานมานี
้
ช่
วงประมาณหนึ
่
งพั
นถึ
งสองพั
นปี
ก่
อนจะพบว่
าอิ
้
วเมี่
ยนขยายพื
้
นที่
มาถึ
งบริ
เวณ
แถบตะวั
นออกของประเทศจี
นมากขึ
้
นตามลํ
าดั
บ จนมาถึ
งตอนใต้
ของประเทศจี
นเมื่
อประมาณ 800
ปี
มานี
้
เส้
นทางอพยพจากเหนื
อลงใต้
ของชาวอิ
้
วเมี่
ยนได้
แบ่
งเป็
นสองแนวความคิ
ด โดยนั
กวิ
ชาการ
ส่
วนใหญ่
เชื่
อว่
าการอพยพครั
้
งสํ
าคั
ญในประวั
ติ
ศาสตร์
อิ
้
วเมี่
ยน
คื
อการอพยพข้
ามทะเลหรื
อ
ทะเลสาบเป็
นเรื่
องที่
โดดเด่
นที่
สุ
ดของการอพยพในความทรงจํ
าของชาวอิ
้
วเมี่
ยนในประเทศไทย
และเป็
นจุ
ดเปลี่
ยนที่
สํ
าคั
ญของประวั
ติ
ศาสตร์
อิ
้
วเมี่
ยนที่
มี
ผลกระทบทางด้
านวั
ฒนธรรมความเชื่
อ
ครั
้
งสํ
าคั
ญที่
สุ
ด
นั
กวิ
ชาการอธิ
บายเรื่
องการอพยพข้
ามทะเลไว้
สามารถแบ่
งได้
เป็
นสองกลุ
่
มดั
งนี
้
2.2.1 กลุ
่
มที่
เชื่
อว่
าอพยพข้
ามทะเลมาจากเมื
องนานกี
งสู
่
มณฑลกวางตุ
้
ง