- 11 -
ขณะนั
้
นเป็
นไปในทิ
ศทางใด บางราชวงศ์
เรี
ยกในถ้
อยคํ
าที่
ไม่
สุ
ภาพ ชาวอิ
้
วเมี่
ยนเองเขาไม่
ได้
เรี
ยก
ตนเองหรื
อพอใจให้
คนอื่
นเรี
ยกเขาในชื่
อนั
้
น แม้
ว่
านั
กวิ
ชาการทั
้
งหลายที่
เป็
นนั
กวิ
ชาการในระดั
บที่
มี
ชื่
อเสี
ยงเป็
นที่
ยอมรั
บ ได้
ทํ
าการศึ
กษาถึ
งการกํ
าเนิ
ดชนชาติ
การอพยพ การตั
้
งถิ
่
นฐาน ลั
ทธิ
ความเชื่
อ
และความเคลื่
อนไหวเปลี่
ยนแปลงทางประชากรมามากแล้
วก็
ตาม ย ั
งคงให้
คํ
าตอบที่
เข้
าใจถึ
ง
ความรู
้
สึ
กลึ
กๆของชาวอิ
้
วเมี่
ยนไม่
ได้
ว่
าเขาเองต้
องการให้
เรี
ยกว่
าอย่
างไร? อาจด้
วยความลํ
าบากใน
การสื่
อทางภาษาในยุ
คแรกของการสํ
ารวจ เพื่
อให้
สะดวกในการอ้
างอิ
งข้
อมู
ลทางวิ
ชาการ หรื
อมี
ความจํ
าเป็
นที่
ต้
องเขี
ยนหรื
อรายงานเรื่
องราวโดยอ้
างอิ
งจากหลั
กฐานเดิ
มที่
มี
อยู
่
ก่
อนทั
้
งของตนเอง
และบุ
คคลอื่
น หรื
อด้
วยมี
เจตนาที่
จะรั
กษาสายใยแห่
งประวั
ติ
ศาสตร์
ผ่
านตั
วอั
กษรจี
นที่
เคยใช้
เขี
ยน
บั
นทึ
กมาก่
อน
ผู
้
วิ
จั
ยเป็
นผู
้
ที่
สามารถสื่
อสารเข้
าใจภาษาอิ
้
วเมี่
ยนได้
จึ
งมี
โอกาสได้
รั
บทราบความ
ต้
องการของชาวอิ
้
วเมี่
ยน เมื่
อระหว่
างสนทนาก็
มั
กจะถามถึ
งความปรารถนาของพวกเขาในการเรี
ยก
ขานชื่
อเผ่
าพั
นธุ
์
ว่
าอยากให้
เรี
ยกกั
นอย่
างไร เพราะทางวิ
ชาการเขาให้
เรี
ยกว่
าอิ
้
วเมี่
ยน นอกจากชื่
อนี
้
ย ั
งมี
ชื่
อเรี
ยกอย่
างอื่
นอี
กหลายชื่
อ
ถ้
าไม่
เข้
าใจถึ
งที่
มาของชื่
อเผ่
าพั
นธุ
์
อาจทํ
าให้
มี
ความสั
บสนได้
ว่
า
ทํ
าไมชาวอิ
้
วเมี่
ยนถึ
งไม่
นิ
ยมให้
เรี
ยกคํ
าบางคํ
า แต่
ในขณะเดี
ยวกั
นก็
อาจมี
บางคนอยากให้
เรี
ยกในอี
ก
คํ
าที่
คนอื่
นไม่
อยากให้
เรี
ยกก็
ได้
เพื่
อให้
เกิ
ดความรู
้
ที่
กระจ่
างชั
ดถึ
งหั
วใจของชาวอิ
้
วเมี่
ยน ในบทนี
้
ผู
้
วิ
จั
ยได้
ตั
้
งประเด็
นศึ
กษาไว้
เพื่
อให้
ผู
้
ศึ
กษาได้
มี
ความเข้
าใจต่
อชาวอิ
้
วเมี่
ยนในประเด็
นที่
เกี่
ยวกั
บคํ
า
เรี
ยกชื่
อและความหมาย แหล่
งกํ
าเนิ
ดและเส้
นทางการอพยพ จํ
านวนประชากร ลั
กษณะ
ความสั
มพั
นธ์
ทางชาติ
พั
นธุ
์
และสาเหตุ
การอพยพในแต่
ละยุ
ดสมั
ยของชาวอิ
้
วเมี่
ยน
ก่
อนที่
จะเข้
าสู
่
เนื
้
อหาหลั
กของการวิ
จั
ยดครั
้
งนี
้
ได้
อย่
างสมบู
รณ์
นอกจากจดหมายเหตุ
ดั
งกล่
าวข้
างต้
นแล้
ว หลั
กฐานทางประวั
ติ
ศาสตร์
อย่
างอื่
นที่
ร่
วมสมั
ย
สองพั
นปี
ก่
อนคริ
สตกาลย ั
งไม่
มี
การค้
นพบ นอกจากเรี
ยกว่
า ลู
กหลานของเปี
้
ยน ฮู
่
ง เมื่
อเรื่
องราว
เกี่
ยวกั
บชาวอิ
้
วเมี่
ยนหายไปจากประวั
ติ
ศาสตร์
นั
บเป็
นเวลาสองพั
นกว่
าปี
นั
บแต่
สมั
ยจั
กรพรรดิ
Kao
Hsing (2445-2435 B.C.) จนถึ
งสมั
ยราชวงศ์
ฉิ
น “Qin” (221-206 B.C.)โดยที่
ไม่
พบหลั
กฐานอื่
นใด
ที่
จะช่
วยบ่
งบอกถึ
งชื่
อเฉพาะทางชาติ
พั
นธุ
์
นี
้
แบบถาวรเลย ว่
ามี
ชื่
อประจํ
าชาติ
ว่
าอย่
างไร ต่
อมาในยุ
ค
ราชวงศ์
ฮั ่
น (206 B.C. – 220 A.C.) จึ
งปรากฏหลั
กฐานการกล่
าวอ้
างถึ
งในจดหมายเหตุ
ว่
ามี
การเรี
ยก
ในชื่
อที่
หลากหลาย มี
การแสดงออกทางชาติ
พั
นธุ
์
หรื
อการเคลื่
อนไหวทางสั
งคมบ้
าง โดยหลั
กฐาน
ดั
งกล่
าวยื
นย ั
นถึ
งการเพิ
่
มขยายตั
วของจํ
านวนประชากรและระบุ
ถิ
่
นที่
อยู
่
ที่
เชื่
อถื
อได้
ว่
าเคยเรี
ยกชื่
อ
ชาติ
กํ
าเนิ
ดของพวกเขาว่
าอย่
างไร? ‘…ตลอดทุ
กยุ
คทุ
กสมั
ยของประวั
ติ
ศาสตร์
จี
น ชนพวกนี
้
ได้
รั
บ
การขนานนามต่
างๆกั
นออกไป เช่
น ในสมั
ยราชวงศ์
ชู
ได้
ชื่
อว่
า เชี
ยงแมน ในสมั
ยราชวงศ์
ฮั
่
น ชื่
อว่
า
นานแมน วู
ลิ
งแมน ซั
งซาแมน สมั
ยราชวงศ์
ถั
งและซุ
ง ได้
ชื่
อว่
า ตุ
งแมน ธี
แมน และแมนเย ้
า ในสมั
ย
ราชวงศ์
หยวนได้
ชื่
อว่
า แม้
วแมน....’(
ขจั
ดภั
ย
.2528) ได้
มี
การเปลี่
ยนตั
วเขี
ยนและความหมายของชื่
อ
ไปด้
วย จนถึ
งคํ
าสุ
นั
ขก็
มี