Page 184 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 176 -
การยึ
ดอํ
านาจในการดู
แลและใช้
ประโยชน์
จากทรั
พยากรธรรมชาติ
ของชุ
มชนท้
องถิ
น โดย
อาศั
ยกฎหมายของรั
ฐสยามประเทศ เริ
มต้
นในสมั
ยรั
ชกาลที่
5 ปฏิ
บั
ติ
ต่
อหั
วเมื
องทางเหนื
อ จนเป็
นที่
คุ
นเคยของข้
าราชการทั
งหลายในการยึ
ดถื
อเอาทุ
กอย่
างเป็
นของรั
ฐทั
งหมด
โดยทรั
พยากรที่
มี
ค่
ทั
งหลายนั
นข้
าราชการใช้
ได้
แต่
ประชาชนจะดู
แลและใช้
ประโยชน์
บ้
างไม่
ได้
เกิ
ดความลั
กลั ่
นสร้
าง
ระบบอํ
านาจนิ
ยมขึ
นในสั
งคม ซึ
งเป็
นการผลั
กคนให้
มี
อุ
ปนิ
สั
ยเห็
นแก่
ตั
วแทนที่
จะร่
วมกั
นสร้
างผล
กํ
าไรให้
แก่
ประเทศชาติ
และเป็
นส่
วนหนึ
งในการพิ
ทั
กษ์
ความยุ
ติ
ธรรมทางสั
งคม กลั
บหั
นหลั
งในกั
ความเป็
นธรรม ทุ
กอย่
างอยู
ที่
เจตจํ
านงของผู
มี
อํ
านาจเหนื
อกว่
าสั ่
งการลงมา ประชาชนผู
เป็
นเจ้
าของ
ประเทศต้
องยอมให้
ข้
าราชการและพวกของข้
าราชการชี
นํ
า ผู
ที่
มี
หน้
าที่
ต้
องรั
บผิ
ดชอบต่
อเรื่
องการ
คื
นชี
วิ
ตให้
แก่
ความเป็
นธรรมก็
คื
อนั
กนิ
ติ
ศาสตร์
คื
อผู
ที่
ได้
ชื่
อว่
าเป็
นองค์
กรที่
สร้
างและผลิ
ตนั
กฎ
หมาย นั
กรั
ฐศาสตร์
เข้
าไปใช้
อํ
านาจตามกฎหมาย ต้
องคอยย ํ
าคอยเตื
อนไว้
เสมอว่
า อํ
านาจของ
ประชาชนที่
มอบให้
แก่
เจ้
าหน้
าที่
ของรั
ฐนั
อนุ
ญาตให้
เจ้
าที่
แค่
เท่
าที่
มี
กฎหมายระบุ
ว่
าอนุ
ญาต
เท่
านั
แต่
สิ
ทธิ
ของประชาชนนั
นถู
กจํ
าจั
ดเฉพาะเท่
าที่
กฎหมายของประชาชนได้
จํ
ากั
ดไว้
แล้
เท่
านั
น นอกจากที่
จํ
ากั
ดสิ
ทธิ
หรื
อห้
ามอย่
างเป็
นทางการ ถื
อว่
าเป็
นอํ
านาจของประชาชนที่
จะเข้
าไป
ใช้
สิ
ทธิ
ตามธรรมชาติ
ได้
เสมอ โดยที่
รั
ฐและองค์
กรของรั
ฐโดยเฉพาะเจ้
าหน้
าที่
ทุ
กคนต้
องมี
หน้
าที่
รั
บใช้
ประชาชนเพื่
อเอื
อให้
เกิ
ดความเป็
นธรรมในสั
งคม รั
กษาผลประโยชน์
ของส่
วนรวมไม่
ใช่
เข้
ามา
รั
กษาผลประโยชน์
ของใครคนใดเป็
นการเฉพาะ และต้
องพึ
งระลึ
กไว้
เสมอว่
าข้
าราชการเป็
นคนรั
ใช้
ของพระราชา คํ
าสั ่
งสอนของพระราชาที่
ข้
ราชการรั
กษาความยุ
ติ
ธรรมเหนื
อกว่
ารั
กษากฎหมาย
นั
นต้
องถื
อว่
าเป็
นหั
วใจของการปกครองโดยธรรม เพื่
อประโยชน์
สุ
ขของทุ
กคน ดั
งนั
นทุ
กคนต้
องมี
อุ
ดมการณ์
ที่
จะพิ
ทั
กษ์
รั
กษาความถู
กต้
องสอดคล้
องเที่
ยงตรงต่
อความจริ
งอย่
างที่
ควรจะเป็
น เพื่
อเกิ
ประโยชน์
สุ
ขร่
วมกั
นทุ
กฝ่
ายในสั
งคมไทย
โดยไม่
มี
การแบ่
งแยกเพราะความแตกต่
างทางเชื
อชาติ
ศาสนาหรื
อถิ
นที่
อยู
3. ข้
อเสนอแนะการนํ
าผลวิ
จั
ยไปใช้
จากการศึ
กษาการปรั
บตั
วของระบบจารี
ตประเพณี
การจั
ดการปั
ญหาและไกล่
เกลี่
ยข้
อพิ
พาท
ในชุ
มชนอิ
วเมี่
ยน เราพบว่
าระบบการควบคุ
มความสงบเรี
ยบร้
อยของสั
งคมโดยอาศั
ยกฎหมายเป็
เพี
ยงเศษเสี่
ยวหนึ
งของของกฎเกณฑ์
หรื
อหลั
กการเพื่
อสนองต่
อความต้
องการของมนุ
ษย์
ในสั
งคม
เพื่
อที่
ทํ
าการพิ
ทั
กษ์
ความยุ
ติ
ธรรมเท่
านั
การที่
กลุ
มชาติ
พั
นธุ
อิ
วเมี่
ยนนํ
าเราระบบที่
อยู
นอกเหนื
กฎหมายบ้
านเมื
องเข้
ามาจั
ดการปั
ญหาและไกล่
เกลี่
ยข้
อพิ
พาทภายในชุ
มชนอิ
วเมี่
ยน
จึ
งเป็
นระบบ
หรื
อกระบวนการที่
สมควรที่
จะได้
รั
บการยอมรั
บและส่
งเสริ
มให้
มี
ความถู
กต้
องเหมาะสมกั
สถานการณ์
ของบ้
านเมื
อง
แม้
ว่
าแนวคิ
ดทางกฎหมายของรั
ฐกั
บจารี
ตประเพณี
ของชนเผ่
าไม่
ใช่
มาตรฐานเดี
ยวกั
น แต่
คงปฏิ
เสธไม่
ได้
ว่
ากฎเกณฑ์
จารี
ตประเพณี
กั
บกฎหมายที่
ผู
มี
อํ
านาจรั
ฐบั
ญญั
ติ
ขึ
นตามสถานการณ์
ของบ้
านเมื
องมี
ส่
วนที่
คล้
ายกั
นคื
อเพื่
อรั
กษาความสงบสุ
ขและความเป็
นธรรมใน