Page 174 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 166 -
รั
ฐหรื
อประเทศขึ
น ไม่
มี
สิ ่
งใดในชนชาติ
อิ
วเมี่
ยนที่
เป็
นเอกลั
กษณ์
ของพวกเขาเองโดยที่
ไม่
ได้
รั
บหรื
ประยุ
กต์
มากจากชนชาติ
อื่
น ช่
วงเวลาที่
เข้
าสู
ประเทศไทยผู
ปกครองในยุ
คนั
นมี
ท่
าที
ต่
อชาวอิ
วเมี่
ยน
ในทางที่
ดี
มาก ยอมรั
บความเป็
นมนุ
ษย์
และให้
เกี
ยรติ
ปกครองตนเองในระดั
บหนึ
ง ตั
งแต่
ในยุ
คแรก
แล้
วที่
ชาวอิ
วเมี่
ยนแสวงหาแหล่
งเพาะปลู
กฝิ
นบนเทื
อกเขาในเขตภาคเหนื
อของประเทศไทย เพราะ
บ้
านเมื
องล้
านนาในตอนนั
นไม่
ผู
คนอาศั
ยมากนั
ก การยอมรั
บปรั
บตั
วทางวั
ฒนธรรมให้
เข้
ากั
บสั
งคม
ส่
วนใหญ่
นั
น ชาวอิ
วเมี่
ยนสามารถปรั
บตั
วได้
ดี
และไม่
มี
ปั
ญหาความขั
ดแย ้
งกั
บชาวล้
านนาหรื
อชาว
สยาม มั
กจะแยกตั
วออกมาจากปั
ญหาการแก่
งแย่
งอํ
านาจทางการเมื
อง โดยเฉพาะในพื
นที่
ภู
เขาสู
ของภาคเหนื
อตอนบนจึ
งนิ
ยมอยู
อย่
างสงบและเชื่
อฟั
งหน่
วยงานของรั
ฐ แต่
ชาวอิ
วเมี่
ยนมั
กจะร่
วมทํ
กิ
จการกั
บใครได้
ไม่
ตลอดรอดฝั
ง เพราะเป็
นชนชาติ
ที่
หยิ ่
งทระนงในศั
กดิ
ศรี
ไม่
ชอบเป็
นข้
ารั
บใช้
ของใครจนตลอดชี
วิ
ต หรื
อมั
กจะอ้
างว่
าตนเองก็
เท่
าเที
ยมกั
บคนอื่
นหรื
อเป็
นส่
วนหนึ
งที่
เหมื
อนกั
กั
บชาวเมื
องในท้
องถิ
น เพื่
อให้
มี
ความกลมกลื
นทางการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตหลายคนก็
พร้
อมที่
จะปฏิ
บั
ติ
ตาม
จารี
ตประเพณี
ของคนส่
วนใหญ่
โดยทั
นที
แต่
ก็
ย ั
งไม่
ใช่
ทั
งหมดย ั
งเหลื
อพื
นบางส่
วนที่
ชาวอิ
วเมี่
ยนย ั
กั
นไว้
ให้
แก่
ความเชื่
อในบรรพชนที่
ชื่
อว่
า เปี
ยน ฮู
ง ไม่
ว่
าจะอย่
างไรชาวอิ
วเมี่
ยนส่
วนหนึ
งนั
นก็
จะ
ย ั
งคงรั
กษาระบบทายาทผู
รั
บสื
บสกุ
ลให้
อยู
ในฐานะพิ
เศษเอาไว้
ซึ
งเราจะพบว่
าสิ
ทธิ
การรั
บมรดก
ของทายาทแต่
ละคนจะไม่
เท่
าเที
ยมกั
น เช่
นผู
ชายจะได้
มากว่
าผู
หญิ
ง ผู
หญิ
งที่
ออกเรื
อนแล้
วจะไม่
ได้
รั
บมรดกจากพ่
อแม่
อี
กแต่
จะได้
รั
บการให้
โดยเสน่
หาเท่
านั
น ส่
วนลู
กสาวที่
ย ั
งไม่
ออกเรื
อนจะได้
รั
มรดกบางส่
วนพร้
อมกั
บที่
ดิ
นส่
วนตั
วที่
พ่
อแม่
ยกให้
ทํ
ากิ
นในที่
ดิ
นทํ
ากิ
นนั
นเรี
ยกว่
า “สิ
เจ๊
ย เด่
ย”
(siqc Jeiv Ndeic) ในบรรดาลู
กชายด้
วยกั
นคนที่
เลี
ยงดู
พ่
อแม่
จนพ่
อแม่
เสี
ยชี
วิ
ตนั
นจะได้
รั
บทรั
พย์
กองมรดกทั
งหมดโดยเฉพาะที่
ดิ
น ส่
วนสั
งหาริ
มทรั
พย์
นั
นโดยทั
วไปจะแบ่
งให้
แก่
ทายาททุ
กคนอย่
าง
เท่
าเที
ยมกั
นแต่
ต้
องเป็
นภายหลั
งจากที่
จั
ดการพิ
ธี
ศพเป็
นที่
เรี
ยบร้
อยแล้
วเท่
านั
น ถ้
าหากมี
เหลื
อเท่
าไร
ค่
อยมี
การแบ่
งให้
ซึ
งส่
วนมากจะไม่
แบ่
งให้
เนื่
องจากมี
ไม่
มากนั
กก็
ให้
แก่
ทายาททางธรรมรั
บไป
ทั
งหมดเพราะเขาต้
องรั
บหน้
าที่
สื
บทอดวงศตระกู
ลของบรรพบุ
รุ
ษต่
อไป คนแต่
งงานออกเรื
อนไป
เพื่
อไปนั
บถื
อผี
บรรพบุ
รุ
ษของตระกู
ลอื่
นก็
สิ
นความเป็
นทายาทกั
นไปในขณะที่
แต่
งงานหรื
อเมื่
ประกอบพิ
ธี
“Caeqv Mienv Kuv” (แธะ เมี
ยน คู
) ตั
ดสายสั
มพั
นธ์
จากทํ
าเนี
ยบผี
คงเหลื
อแต่
สิ
ทธิ
ความเป็
นลู
กหลานผู
สื
บสายโลหิ
ตเท่
านั
น การทํ
าหน้
าที่
กราบไหว้
ผี
บรรพชนก็
มี
การรั
กษาอยู
เพี
ยงแค่
รุ ่
นของตนเองเท่
านั
น ส่
วนลู
กหลานหลั
งจากนั
นก็
ให้
ถื
อว่
าหมดสิ
นหน้
าที่
ต่
อการกราบไหว้
ผี
บรรพ
ชน เรื่
องนี
จึ
งเป็
นที่
มาของการที่
ผู
หญิ
งด้
อยค่
ากว่
าผู
ชายในสายตาของชาวอิ
วเมี่
ยน เพราะลู
กสาวหรื
ลู
กชายที่
ปล่
อยไปเป็
นผู
สื
บสกุ
ลของคนอื่
นนั
นพ่
อแม่
จะเกี่
ยวข้
องหรื
อได้
รั
บการนั
บถื
อว่
าเป็
นญาติ
ทางธรรมก็
เฉพาะขณะที่
พ่
อแม่
ตามสายโลหิ
ตย ั
งคงมี
ชี
วติ
อยู
เท่
านั
น เมื่
อพ่
อแม่
หรื
อตั
วของลู
กตายลง
แล้
วหน้
าที่
ดั
งกล่
าวก็
หมดสิ
นลงไปโดยปริ
ยาย
ลู
กหลานที่
กลั
บมาเกี่
ยวข้
องกั
บบรรพบุ
รุ
ษหรื
ครอบครั
วของตระกู
ลเดิ
มอยู
บ้
างก็
เป็
นเพี
ยงแค่
ความรู
สึ
กภายนอกทายาททางธรรม ไม่
ใช่
ความเป็
ทายาทโดยธรรมดั
งกล่
าวก็
ไม่
มี
ความหมายในเรื่
องกองมรดกเช่
นกั
น(เลาแสง.2551)