Page 144 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 136 -
กลุ
มเยาวชนได้
ร่
วมมื
อกั
บกลุ ่
มผู
อาวุ
โส หลั
งจากนั
นได้
ผลั
กดั
นให้
แกนนํ
าชุ
มชนโอนอํ
านาจเกี่
ยวกั
การจั
ดการทรั
พยากรธรรมชาติ
และสิ
งแวดล้
อมมาให้
องค์
กรทรั
พยากรธรรมชาติ
และสิ
งแวดล้
อม
บ้
านผาลั
ง โดยในเบื
องแรกจะดู
แลเฉพาะพื
นที่
ป่
าของชุ
มชนและการปั
กปั
นแนวเขตร่
วมกั
บอุ
ทยาน
แห่
งชาติ
แต่
ต่
อไปจะโอนเรื่
องการจั
ดการทรั
พยากรธรรมชาติ
และสิ
งแวดล้
อมให้
ดู
แลทั
งหมด
เนื่
องจากชาวบ้
านกล่
าวว่
าเจ้
าที่
อุ
ทยานแห่
งชาติ
แอบย ้
ายแนวเขตอุ
ทยานแห่
งชาติ
ทางอุ
ทยานก็
ว่
าชาว
แอบย ้
ายป้
ายอุ
ทยานแห่
งชาติ
เช่
นกั
น ในคราวที่
ประชุ
มประชาคมจึ
งขอให้
ร่
วมเดิ
นสํ
ารวจใหม่
พร้
อม
กั
บทํ
าสํ
าเนาแผนที่
แนวเขตให้
ชุ
มชนเก็
บไว้
ด้
วย ดั
งนั
นสิ
ทธิ
ชุ
มชนเรื่
องการดู
แลและใช้
ประโยชน์
จากทรั
พยากรธรรมชาติ
อย่
างย ั
งยื
ย ั
งคงต้
องมี
การการจั
ดการในรายละเอี
ยดปลี
กย่
อยอี
กหลาย
ประการกว่
าที่
แผนพิ
ทั
กษ์
สิ
งแวดล้
อมจะไปถึ
งจุ
ดสํ
าเร็
จดั
งความตั
งใจของชุ
มชนบ้
านผาลั
แม้
ใน
เบื
องแรกของการเริ
มต้
นหนที่
สองขององค์
กรด้
านสิ
งแวดล้
อมของชุ
มชนที่
ไม่
มี
ใครสนั
บสนุ
นเลยก็
ตาม
จะมี
ลั
กษณะที่
คล้
ายดั
งว่
าถู
กโดดเดี่
ยวจากแกนนํ
าชุ
มชนอยู
บ้
าง
แต่
เป็
นองค์
กร
ทรั
พยากรธรรมชาติ
และสิ
งแวดล้
อมของประชาชนเกิ
ดมาจากรากฐานความต้
องการของชุ
มชนเอง
ชุ
มชนนั
นเปรี
ยบได้
กั
บรากแก้
วของต้
นไม้
ที่
มี
รากหย ั ่
งลึ
ก ช่
วยให้
สามารถเติ
บโตและดํ
ารงอยู
อย่
าง
มั ่
นคง สิ
งที่
เกิ
ดจากประชาชนในท้
องถิ
นโดยที่
คนส่
วนใหญ่
ได้
ช่
วยกั
นคิ
ดช่
วยกั
นทํ
างาน ย่
อมเป็
หลั
กประกั
นอย่
างหนึ
งว่
าจะไม่
ถู
กชี
นํ
าจากผู
ใช้
อํ
านาจบริ
หารหรื
อผู
ใช้
อํ
านาจปกครอง
ท่
ามกลาง
กลุ
มความคิ
ดที่
ว่
าไม่
มี
กฎหมายไม่
มี
ความชอบธรรม
สื
บเนื่
องแต่
สิ
ทธิ
ชุ
มชนเป็
นสิ
ทธิ
ดั
งเดิ
มของ
ชุ
มชนมี
ที่
มาจากฐานเดิ
มแห่
งธรรมที่
ดํ
ารงอยู
เหนื
อกว่
ากฎหมายบ้
านเมื
อง ที่
มองความถู
กต้
องผ่
าน
กฎหมายถ่
ายเดี
ยว ถ้
าหากเราเชื่
อทุ
กสิ
งที่
นั
กกฎหมายเขี
ยนไว้
โดยเริ
มต้
นขึ
นเมื่
อหนึ
งร้
อยปี
ที่
ผ่
านมานี
เอง คงต้
องคิ
ดที่
จะสร้
างสั
งคมแห่
งอุ
ดมคติ
อี
กแบบหนึ
งที่
เชื่
อว่
าอํ
านาจคื
อความยุ
ติ
ธรรม เราอาจต้
อง
ใช้
เวลาอี
กมากหลายปี
ที่
จะสร้
างความเข้
าใจธรรมชาติ
ของความยุ
ติ
ธรรมตามกฎหมาย เพระกฎหมาย
ที่
รั
ฐบั
ญญั
ติ
มี
การเคลื่
อนไหวเพิ
มขึ
นหลายรู
ปแบบ ถู
กตั
งคํ
าถามมากขึ
นทุ
กขณะเช่
นกั
นว่
าสั
งคมจะ
อยู
รอดได้
อี
กนานเท่
าใด ภายหลั
งจากการแสดงจุ
ดยื
นดั
งกล่
าวผ่
านไปช่
วงระยะเวลาหนึ
งทางแกนนํ
ชุ
มชนก็
ต้
องเข้
ามาหนุ
นกํ
าลั
งให้
แก่
ตั
วแทนของชาวบ้
าน การเพิ
กเฉยอย่
างที่
ผ่
านมาเป็
นการแสดงถึ
ความคั
บแคบทางความคิ
ด การทํ
างานผลั
กดั
นการพั
ฒนาชุ
มชนเป็
นบทบาทหน้
าที่
ของผู
นํ
าชุ
มชนอยู
แล้
ว หากไม่
พร้
อมที่
จะส่
งเสริ
มเสี
ยงส่
วนใหญ่
ของภาคประชาชนในหมู
บ้
าน ก็
ต้
องพิ
จารณาตนเอง
ว่
าสมควรที่
จะดํ
ารงตํ
าแหน่
งผู
นํ
าหมู
บ้
านหรื
อไม่
อย่
างที่
แกนนํ
าชุ
มชนชุ
ดก่
อนลากออกเมื่
อคนรุ
ใหม่
เรี
ยกร้
องหาความทั
นสมั
2. สถาบั
นครอบครั
วและการการจั
ดการมรดก
สถาบั
นครอบครั
ว หมายถึ
ง สถาบั
นพื
นฐานของสั
งคมที่
ประกอบด้
วยสามี
ภรรยาและ
หมายความรวมถึ
งลู
กด้
วย
เป็
นคํ
าอธิ
บายที่
อ้
างจาก
พจนานุ
กรม ฉบั
ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน และในพระคริ
ตศธรรมคั
มภร์
ได้
ที่
ได้
อ้
างถึ
งไว้
ก่
อนหน้
าในบทที่
ว่
าด้
วยกฎหมาย