Page 124 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 116 -
ส่
งเสริ
มการป้
องกั
นมิ
ให้
เกิ
ดความขั
ดแย ้
งขึ
นในอนาคตได้
อย่
างดี
มี
ความรวดเร็
วประหย ั
ดเวลาของ
ทั
งสองฝ่
าย มี
ขั
นตอนที่
เรี
ยบง่
ายเหมาะสมกั
บสถานะของทุ
กฝ่
าย และช่
วยทั
งสองฝ่
ายเป็
นผู
ชนะใน
คดี
ร่
วมกั
น หรื
อต่
างก็
ได้
รั
บประโยชน์
แต่
หากทํ
าให้
ข้
อพิ
พาทยุ
ติ
ไม่
ได้
ในขั
นตอนการไกล่
เกลี่
ยก็
ย ั
เป็
นประโยชน์
ในการที่
ได้
รั
บทราบจุ
ดยื
นของอี
กฝ่
ายเป็
นต้
ข้
อดี
ของการใช้
ระบบยุ
ติ
ธรรมชุ
มชนตามที่
ผู
เสนอบทความกล่
าวไว้
นั
น โดยสรุ
ปแล้
วก็
คื
เป็
นการรั
กษาปทั
ศสถานทางพฤติ
กรรมของชุ
มชน คื
อทํ
าให้
สมาชิ
กชุ
มชนเกิ
ดความเคารพและความ
เชื่
อถื
อต่
อระเบี
ยบวิ
นั
ยทางคุ
ณธรรม จริ
ยธรรม และศี
ลธรรมของชุ
มชน เพราะมี
ลั
กษณะย ํ
าเตื
อนให้
เกิ
ดการถื
อปฏิ
บั
ติ
ร่
วมกั
น ประการที่
สองคื
อ เหยื่
ออา๙ญากรรมและชุ
มชนได้
รั
บการชดใช้
ทดแทน
ผู
กระทํ
าผิ
ดได้
รั
บการแก้
ไขฟื
นฟู
โดยได้
ถั
กทอความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมวลสมาชิ
กของชุ
มชนตาม
ระบบกระบวนการสมานฉั
นท์
ประการที่
สามคื
อ คุ
มครองความปลอดภั
ยสาธารณะ เพราะ
ประชาชนทุ
กคน(หรื
อส่
วนมาก)ได้
ร่
วมรั
บรู
ว่
ามี
การใดเกิ
ดขึ
นและอาชญากรมี
ปฏิ
กิ
ริ
ยาต่
อการแก้
ไข
ฟื
นฟู
ถึ
งขั
นไหนแล้
ว ประการที่
สี่
เป็
นการลดความรู
สึ
กไม่
เท่
าเที
ยมกั
นในชุ
มชน โดยเฉพาะในสั
งคม
ชาติ
พั
นธุ
ส่
วนน้
อยหรื
อคนยากจน ประการที่
ห้
า ถั
กทอสมาชิ
กทุ
กคนเข้
ากั
บสายสั
มพั
นธ์
ของชุ
มชน
โดยไม่
ทอดทิ
งใครไว้
ข้
างหลั
ง คื
อไม่
ให้
ใครรู
สึ
กว่
าตนเองเป็
นแปลกหน้
าสํ
าหรั
บคนอื่
น ประการที่
หก คื
อ เป็
นประโยชน์
จากการพึ
งพาซึ
งกั
นและกั
น เป็
นเหมื
อนการร่
วมกั
นสร้
างสิ
งแวดล้
อมใหม่
ที่
ดี
ขึ
น ประการที่
เจ็
ด เป็
นกระบวนการสร้
างผู
นํ
าจิ
ตสาธารณะ คื
อเห็
นแก่
ประโยชน์
ของส่
วนรวมมากว่
ประโยชน์
ส่
วนตน กลายเป็
นชุ
มชนที่
เข้
มแข็
ง เพราะทุ
กคนได้
ทํ
างานร่
วมกั
นของเครื
อข่
าย สามารถ
ดึ
งกํ
าลั
งจากเครื
อข่
ายที่
มี
แหล่
งกํ
าลั
งทรั
พยากรและบุ
คลากรเข้
ามาในเหตุ
การณ์
หรื
อจุ
ดที่
มี
ความจํ
เป็
นได้
อย่
างรวดเร็
วทั
นต่
อเหตุ
การณ์
สมาชิ
กของยุ
ติ
ธรรมชุ
มชนจะร่
วมมื
อกั
นติ
ดตามความเป็
นไป
ในชุ
มชน
กระบวนการยุ
ติ
ธรรมทางเลื
อกนอกจากที่
นํ
ามาเสนอไว้
นี
ย ั
งมี
กระบวนการยุ
ติ
ธรรมของ
ชาวบ้
านอี
กหลายรู
ปแบบที่
ย ั
งมี
การถื
อปฏิ
บั
ติ
อยู ่
ในชุ
มชนของชาวชนเผ่
าที่
อยู
ห่
างไกล และเจ้
าหน้
าที่
ของรั
ฐย ั
งเข้
าไปดู
แลไม่
ทั ่
วถึ
ง สิ
งที่
พิ
เศษก็
คื
อกระบวนการยุ
ติ
ธรรมทางเลื
อกนี
เป็
นสิ ่
งที่
คู
กรณี
ที่
มี
การขั
ดแย ้
งกั
นปรารถนาที่
จะนํ
ามาใช้
มากว่
ากระบวนการยุ
ติ
ธรรมกระแสหลั
กของประเทศไทย และ
มี
ทํ
าให้
ผู
มี
ส่
วนร่
วมในกระบวนการมี
ความภาคภู
มิ
ใจมากกว่
าที่
สามารถทํ
าให้
สมาชิ
กในชุ
มชน
กลั
บมาอยู
ร่
วมกั
นได้
อย่
างสนิ
ทใจ ไม่
เกิ
ดความหวาดระแวงต่
อกั
นอี
6. การยอมรั
บเนติ
ธรรมของรั
ฐแห่
งท้
องถิ่
นเพื่
อการปรั
บแก้
วั
ฒนธรรมลํ
าดั
บรอง
“เราไม่
มี
ประเทศเป็
นของตนเอง เราอยู
ที่
ไหนก็
ต้
องเชื่
อฟั
งกฎหมายของที่
นั ่
น ในการอยู
บน
ดอย อยู
ที่
นี่
เราก็
ขอแค่
เมตตาให้
เรามี
สิ
ทธิ
อย่
างกั
บพลเมื
องคนหนึ
ง...”(ฒ้
อยเอี๋
ยน.2550) ประโค
ดั
งกล่
าวนั
น ได้
กล่
าวกั
บผู
ที่
ประชุ
มหารื
อเรื่
องการจั
ดการทรั
พยากรในพื
นที่
ผู
วิ
จั
ยได้
เห็
นถึ
งการเปิ
โอกาสทางความเชื่
อของผู
คนที่
ไปเรี
ยนหนั
งสื
ออยู
ตามหอพั
กที่
เผยแพร่
หลั
กข้
อเชื่
อแบบที่
เชื่
อว่