Page 119 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 111 -
ปกครองของราชอาณาจั
กรที่
แบ่
งการปกครองออกเป็
นแว่
นแคว้
นสมั
ยนั
นิ
ยมให้
มี
การแบ่
ออกเป็
นหั
วเมื
องประเทศราช ในพื
นที่
ภาคเหนื
อหั
วเมื
องที่
มี
ความใกล้
ชิ
ดกั
บชาวอิ
วเมี่
ยนกลุ ่
มแรกๆ
เป็
นพิ
เศษขึ
นคื
อหั
วเมื
องเชี
ยงใหม่
และหั
วเมื
องน่
าน ขณะนั
นเชี
ยงรายย ั
งไม่
มี
เจ้
าเมื
องที่
มี
บทบาทต่
ชาวอิ
วเมี่
ยนมากนั
ก ในเมื
องน่
านในสมั
ยของเจ้
าอนั
นตวรฤทธิ
เดช(ปี
พ.ศ.2396-2436) ได้
ตั
งหลั
กการ
ปกครองเป็
นเสมื
อนกฎหมายหั
วเมื
องประเทศราชที่
ชื่
อ “อาณาจั
กรหลั
กคํ
า” เพื่
อรั
กษาความสงบ
เรี
ยบร้
อยภายในเมื
องน่
าน(ประชุ
มพงศาวดาร(น่
าน).2539:58)
กฎหมาย(ตามความมุ ่
งหมายของ
เครื่
องมื
ออํ
านวยความยุ
ติ
ธรรม)ดั
งกล่
าวได้
มี
การบั
งคั
บใช้
มาจนถึ
งปี
พ.ศ. 2451 เจ้
าเมื
องน่
านใน
ขณะนั
นจึ
งได้
เลิ
กใช้
และหั
นมาใช้
กฎหมายลั
กษณะอาญา ร.ศ.127 ที่
บั
ญญั
ติ
ขึ
นโดยทางกรุ
งสยาม
แทน อย่
างในประเทศลาวสมั
ยที่
ชาวอิ
วเมี่
ยนก็
นิ
ยมจั
ดการข้
อพิ
พาทโดยใช้
กฎเกณฑ์
ของตนเอง เว้
แต่
กรณี
มี
ข้
อยุ
งยากหรื
อเกี่
ยวกั
บเผ่
าอื่
นที่
อยู
ด้
วยกั
นจึ
งจะใช้
กฎหมายหลั
กของประเทศ
(kandre.1967:617-618) อิ
วเมี่
ยนมี
ความเคารพเชื่
อฟั
งอํ
านาจอธิ
ปไตยขององค์
รั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ในยุ
คแรกๆ
เป็
นอย่
างมากนี
เอง จึ
งกลายชนชาติ
ที่
สามารถอยู
ร่
วมกั
บผู
ปกครองได้
อย่
างสงบสุ
ขตลอดมา
ชาวอิ
วเมี่
ยนในยุ
คต่
อๆมาก็
ได้
รั
บการศึ
กษาตามระบบการศึ
กษาของรั
ฐไทยมากขึ
นมากขึ
ตามลํ
าดั
การปรั
บเปลี่
ยนทางทั
ศนคติ
ที่
มี
ต่
อกฎแห่
งจารี
ตประเพณี
ของท้
องถิ ่
นก็
ย ั
งคงเห็
นคุ
ณค่
ของกฎเกณฑ์
บางอย่
างอยู
การแสดงออกถึ
งการยอมรั
บสิ
ทธิ
อํ
านาจขององค์
พระมหากษั
ตริ
ย์
ไทยก็
มี
ให้
เห็
นอย่
างต่
อเนื่
อง สมาชิ
กสภาอาวุ
โสบ้
านผาลั
ง กล่
าวว่
า ‘…ชุ
มชนหนึ
งก็
เปรี
ยบเสมื
อน
ครอบครั
วๆหนึ
งที่
มี
พ่
อแม่
ลู
ช่
วยกั
นทํ
างานเพื่
อที่
จะได้
มี
อาศั
ยและปั
จจั
ยต่
างๆในการเลี
ยงดู
ครอบครั
ว เมื่
อเป็
นเรื่
องที่
ลู
กในบ้
านทะเลาะกั
นเอง พ่
อแม่
ไม่
จํ
าต้
องเอาลู
กไปหาคนบ้
านอื่
นมาตี
มา
สอนลู
กของตนเอง แต่
ทว่
าลู
กของเราไปตี
ลู
กของบ้
านอื่
นเราจะเรี
ยกให้
ลู
กเขามาหาเราแล้
วบอกว่
เราสั ่
งสอนลู
กแล้
วได้
ตี
ลงโทษแล้
วเขาจะเชื่
อไหม?..’(ฒ้
อยฮิ
น.2550)
ตามทรรศนะคติ
และมุ
มมอง
ดั
งกล่
าว ชาวอิ
วเมี่
ยนมี
เป็
นกลางในการเลื
อกใช้
กฎเกณฑ์
ทางสั
งคมสู
ง และเชื่
อมั
นในศั
กดิ
ศรี
ความ
เป็
นมนุ
ษย์
ของกลุ
มชาติ
พั
นธุ
ว่
าทุ
กคนเท่
าเที
ยมกั
น ศั
กดิ
ศรี
ความเป็
นมนุ
ษย์
นั
นไม่
ได้
ขึ
นอยู
กั
บความ
ที่
มี
คนหมู
มาก หรื
อมี
การศึ
กษาสู
ง แต่
อยู
ที่
การเกิ
ดมาเป็
นมนุ
ษย์
เลื
อกเนื
อของมนุ
ษย์
ต่
างจากเลื
อก
เนื
อของสั
ตว์
ดั
งนั
นชาวอิ
วเมี่
ยนเชื่
อในเรื่
องวิ
ญญาณของคนตายแล้
วเขาย่
อมเชื่
อในจิ
ตวิ
ญญาณแห่
กฎหมายเช่
นกั
น ในจั
กรวาลนี
ใช้
กฎหมายอย่
างเดี
ยวกั
นคื
อกฎแห่
งพระเจ้
าที่
ปรากฏในสามั
ญสํ
านึ
ผิ
ดชอบชั
วดี
ซึ
งมี
อยู
กั
บมนุ
ษย์
ผู
มี
จิ
ตใจบริ
สุ
ทธิ
ทุ
กคน ขึ
นอยู
กั
บว่
าใครจะมี
ความตระหนั
กมากน้
อย
เพี
ยงใด
กระบวนการยุ
ติ
ธรรมนั
นแต่
ละชุ
มชนอาศั
ยวิ
ญญาณแห่
งความยุ
ติ
ธรรมในการสร้
างขึ
นมา
ซึ
งจะไปมี
ความถู
กต้
องสอดคล้
องเที่
ยงตรงต่
อความเป็
นจริ
งอย่
างที่
ควรจะเป็
นในท้
องถิ ่
และ
โดยเฉพาะเหมาะสมกั
บคนในท้
องถิ ่
นนั
นๆ จึ
งไม่
มี
ความจํ
าเป็
นที่
จะต้
องให้
มี
กระบวนการยุ
ติ
ธรรม
ระบบเดี
ยวแบบครอบจั
กรวาล เหมื
อนที่
ศาลไทยที่
ตั
งขึ
นตามแนวคิ
ดของชาติ
ตะวั
นตกนิ
ยมเชื่
อถื
กั
นว่
าระบบกระบวนการยุ
ติ
ธรรมต้
องมี
ระบบเดี
ยว ไม่
ระบบกล่
าวหาก็
ระไต่
สวน แต่
เผอิ
ญมั
นไม่
เข้