- 100 -
เหตุ
ผลที่
กฎหมายบ้
านเมื
องกั
บหลั
กความยุ
ติ
ธรรมไม่
สอดคล้
องกั
นเช่
นนี
้
บางที
อาจมาจากเจตนาอั
น
บริ
สุ
ทธิ
์
หรื
อโมหะคติ
ก็
ได้
ดั
งที่
ปรากฏในพระราชดํ
ารั
สบางตอนที่
ว่
า
“...บางที
เราตั
้
งกฎหมายขึ
้
นมาก็
ด้
วยวิ
ชาการซึ
่
งได้
มาจากต่
างประเทศ เพราะว่
าวิ
ชากฎหมาย
นี
้
ก็
เป็
นวิ
ชาที่
กว้
างขวาง จึ
งต้
องมี
ทํ
าอะไรอย่
างหนึ
่
ง แต่
วิ
ชาการนั
้
นอาจไม่
เหมาะสมกั
บสภาพการณ์
หรื
อท้
องที่
ของเรา
บางที
เคยยกตั
วอย่
างมาเกี่
ยวข้
องกั
บที่
ดิ
น
เกี่
ยวข้
องกั
บการทํ
ามาหากิ
นของ
ประชาชนที่
อยู
่
ห่
างไกล ซึ
่
งเราเอากฎหมายไปบั
งคั
บประชาชนเหล่
านั
้
นก็
ไม่
ได้
เพราะว่
าความผิ
ด
ของตนเอง เพราะการปกครองไม่
ถึ
งประชาชนที่
อยู
่
ห่
างไกล จึ
งไม่
สามารถที่
จะทราบถึ
งกฎหมาย
ความบกพร่
องก็
อยู
่
ทางฝ่
ายที่
บั
งคั
บกฎหมายมากกว่
าฝ่
ายที่
ถู
กบั
งคั
บ
ข้
อนี
้
ควรจะถื
อเป็
นหลั
ก
เหมื
อนกั
น ฉะนั
้
นต้
องหาวิ
ธี
ที่
จะปฏิ
บั
ติ
กฎหมายให้
ถู
กต้
องตามหลั
กธรรมชาติ
...เช่
นในป่
าสงวนซึ
่
ง
ทางการได้
ขี
ดเส้
นไว้
ว่
าเป็
นป่
าสงวนหรื
อป่
าจํ
าแนก แต่
ว่
าเราขี
ดประชาชนก็
มี
อยู
่
ในนั
้
นแล้
ว เราจะ
เอากฎหมายป่
าสงวนไปบั
งคั
บคนที่
อยู
่
ในป่
าที่
ย ั
งไม่
ได้
สงวน แล้
วเพิ ่
งไปสงวนที
หลั
งโดยไปขี
ดเส้
น
บนเศษกระดาษ ก็
ดู
ชอบกลอยู
่
... ถ้
าดู
ในทางกฎหมาย เขาก็
ฝ่
าฝื
น เพราะว่
าตรามาเป็
นกฎหมายโดย
ชอบธรรม แต่
ว่
าถ้
าตามธรรมชาติ
ใครเป็
นผู
้
กระทํ
าผิ
ดกฎหมายก็
ผู
้
ที่
ขี
ดเส้
นนั
่
นเอง เพราะว่
าบุ
คคลที่
อยู
่
ในป่
านั
้
นเขาอยู
่
ก่
อน เขามี
สิ
ทธิ
ในทางเป็
นมนุ
ษย์
หมายความว่
าทางราชการบุ
กรุ
กบุ
คคล ไม่
ใช่
บุ
คคลบุ
กรุ
กกฎหมายบ้
านเมื
อง...”(จรั
ญ.2545:เพิ ่
งอ้
าง) จากพระราชดํ
ารั
สดั
งที่
ได้
อั
ญเชิ
ญมานี
้
เราคง
ต้
องยอมรั
บว่
ารั
ฐชาติ
มี
อํ
านาจเด็
ดขาดในการบั
ญญั
ติ
กฎหมายเพื่
อใช้
ในกระบวนการควบคุ
มทาง
สั
งคม แต่
หลายเรื่
องก็
ไม่
สอดคล้
องกั
บความเหมาะสมของเรื่
องหรื
อท้
องถิ
่
น เพราะไปละเมิ
ดสิ
ทธิ
ของมนุ
ษย์
คนอื่
น
พระเจ้
าอยู
่
หั
วทรงเห็
นว่
าควรที่
จะแก้
การบั
งคั
บใช้
กฎหมายที่
ยึ
ดเจตจํ
านงอั
น
บริ
สุ
ทธิ
์
เพื่
อให้
กฎหมายมี
ความน่
าเคารพเลื่
อมใสเป็
นที่
ศรั
ทธาในคุ
ณสมบั
ติ
ที่
ดี
ไม่
ใช่
เพราะ
กฎหมายมี
ปื
นจึ
งต้
องยอมตาม
สรุ
ปนิ
ยามของคํ
าว่
า ความยุ
ติ
ธรรม
ดั
งนั
้
นเราสรุ
ปได้
ว่
า ความยุ
ติ
ธรรมของทุ
กสั
งคมในยุ
คแรกๆนั
้
น ไม่
ว่
าในสั
งคมตะวั
นตก
ตะวั
นออก หรื
ออย่
างกรณี
ของศาสนาคริ
สต์
ศาสนายิ
วและศาสนาอิ
สลาม “ให้
ความสํ
าคั
ญต่
อความ
ยุ
ติ
ธรรมและกฎหมายเสมอกั
น พร้
อมๆกั
บพิ
จารณาว่
าเป็
นหลั
กคุ
ณค่
าหรื
อบรรทั
ดฐานอุ
ดมคติ
ซึ
่
งมี
ความเป็
นภาวะวิ
สั
ย ในฐานะเป็
นผลผลิ
ตแห่
งเจตจํ
านงของพระเจ้
า” (จรั
ญ.2549:404) เราอาจเรี
ยกว่
า
เป็
นกลุ ่
มแนวคิ
ดนี
้
ว่
าเป็
นสํ
านั
กเทวะกฎหมาย ที่
มี
พระเจ้
าศู
นย์
กลางของสรรพสิ
่
งมี
ความกลมกลื
นกั
น
เป็
นอั
นเหนึ
่
งอั
นเดี
ยว พระเจ้
าเป็
นทั
้
งแหล่
งแห่
งความยุ
ติ
ธรรมและผู
้
ครอบครองมนุ
ษย์
โดยมอบหมาย
หน้
าที่
ให้
มนุ
ษย์
(ผู
้
ปกครอง)ดู
แลประชาชนให้
รั
กษากฎหมายของพระองค์
โดยต้
องรั
กษาความ
ยุ
ติ
ธรรมให้
เกิ
ดแก่
สั
งคม มี
ความถู
กต้
องสอดคล้
องเที่
ยงตรงต่
อความจริ
งอย่
างที่
ควรจะเป็
นตามที่
ได้
บั
ญญั
ติ
ไว้
ในธรรมบั
ญญั
ติ
และมโนสํ
านึ
กของมนุ
ษย์
แต่
ด้
วยเหตุ
ผลที่
มนุ
ษย์
แต่
ละคนมี
ไม่
เหมื
อนกั
น
และใช้
ในทิ
ศทางที่
แตกต่
างกั
นตามประสบการณ์
ของตนเอง
หรื
อการขั
ดเกลาที่
ได้
รั
บจากสั
งคม
ต่
างกั
น หรื
อความแตกต่
างทางด้
านลั
ทธิ
ความเชื่
อ การเมื
องการปกครอง และการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตที่
ต้
อง