Page 107 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 99 -
อาจารย์
จรั
ญ โฆษณานั
นท์
ได้
คั
ดไว้
ในหนั
งสื
อปรั
ชญากฎหมายไทย ผู
วิ
จั
ยขออั
ญเชิ
ญมาไว้
ณ ที่
นี
ดั
งนี
“ผู
ที่
ได้
ผ่
านสํ
านั
กอบรมศึ
กษากฎหมายทุ
กคนควรจะได้
รั
บการชี
แจงเน้
นหนั
กให้
ทราบชั
ว่
ากฎหมายมิ
ใช่
ตั
วความยุ
ติ
ธรรม
หากเป็
นแต่
เพี
ยงบทบั
ญญั
ติ
หรื
อปั
จจั
ยที่
ตราไว้
เพื่
อรั
กษาความ
ยุ
ติ
ธรรม....จึ
งไม่
สมควรจะถื
อว่
การรั
กษาความยุ
ติ
ธรรมในแผ่
นดิ
นมี
วงกว้
างอยู
เพี
ยงแค่
ขอบเขต
ของกฎหมาย จํ
าเป็
นต้
องขยายออกไปให้
ถึ
งศี
ลธรรม จรรยา ตลอดจนเหตุ
และผลตามจริ
งด้
วย”
(จรั
ญ.2545 เพิ
งอ้
าง)
ในคํ
าตรั
สนี
ได้
ยื
นย ั
นว่
านอกจากกฎหมายบ้
านเมื
องแล้
ว ย ั
งมี
หลั
กแห่
งความยุ
ติ
ธรรมอย่
าง
อื่
นๆอี
ก พระองค์
ทรงประสงค์
ให้
ข้
าราชการ(ผู
รั
บใช้
พระราชา)ตระหนั
กถึ
งหลั
กแห่
งความยุ
ติ
ธรรมที่
อยู
เหนื
อตั
วบทกฎหมายที่
เป็
นลายลั
กษณ์
อั
กษรแบบหยาบๆ และอี
กตอนหนึ
งที่
ทรงตรั
สถึ
งเรื่
องการ
บุ
กรุ
กป่
าสงวนแห่
งชาติ
ของราษฎรไว้
ว่
“กฎหมายกั
บความเป็
นอยู
ที่
เป็
นจริ
งอาจขั
ดกั
น และกฎหมายก็
มี
ช่
องโหว่
มิ
ใช่
น้
อยเพราะเรา
ปรั
บปรุ
งกฎหมายและการปกครองอย่
างโดยอาศั
ยหลั
กการของต่
างประเทศโดยมิ
ได้
คํ
านึ
งถึ
งความ
เป็
นอยู
ของประชาชนว่
าในที่
ใดเป็
นอย่
างไร ร้
ายกว่
านั
นก็
ไม่
คํ
านึ
งถึ
งว่
าการปกครองของทางราชการ
บางที
ไปไม่
ถึ
งประชาชนด้
วยซํ
า จึ
งทํ
าให้
ประชาชนต้
องตั
งกฎหมายของเขาเอง ซึ
งไม่
ได้
หมายความ
ว่
าเลวเป็
นแต่
มี
บางสิ
งบางอย่
างขั
ดกั
บกฎหมายของบ้
านเมื
อง...
เราไม่
ปรารถนาเลยที่
จะให้
มี
ผู
ก่
อการร้
ายคอมมิ
วนิ
สต์
ในประเทศไทย
แต่
เราก็
สร้
างเขา
ขึ
นมาเองโดยไปชี
หน้
าชาวบ้
านที่
เขาปกครองตั
วเองดี
แล้
วเรี
ยบร้
อยแล้
วเป็
นประชาธิ
ปไตยอย่
างดี
อย่
างชอบแล้
ว ว่
าบุ
กรุ
กเข้
ามาอยู
ในป่
าสงวนและขั
บไล่
ให้
เขาย ้
ายออกไป...ป่
าสงวนนั
นเราขี
ดเส้
บนแผนที่
เจ้
าหน้
าที่
จะไปถึ
งได้
หรื
อไม่
ได้
ก็
ช่
าง และส่
วนมากก็
ปรากฏเจ้
าหน้
าที่
ไม่
ได้
ไป ดั
งนั
ราษฎรจะทราบได้
อย่
างไรว่
าที่
เขาเข้
ามาอาศั
ยอยู
เป็
นป่
าสงวนและเมื่
อเราถื
อว่
าเขาเป็
นชาวบ้
านก็
ไป
กดหั
วเขาว่
าเขาต้
องทราบกฎหมาย แต่
กฎหมายอย่
างนี
เป็
นเพี
ยงขี
ดเส้
นทั
บเขาไม่
ใช่
กฎหมายแท้
ที่
เป็
นกฎหมายก็
เพราะพระราชบั
ญญั
ติ
ป่
าสงวนเป็
นกฎหมาย ซึ
งจะให้
เขาทราบเองไม่
ได้
เพราะทาง
ฝ่
ายปกครองไม่
ได้
นํ
าเอากฎหมายนั
นไปแจ้
งแก่
เขา... จึ
งไม่
ใช่
เรื่
องที่
จะไปว่
าเขาไม่
ทราบกฎหมาย...
และโดยประการนี
จึ
งทํ
าให้
เกิ
ดการปะทะกั
นระหว่
างประชาชนกั
บเจ้
าหน้
าที่
กฎหมาย เพราะต่
างคน
ต่
างมี
ผิ
ดมี
ถู
กด้
วยกั
นอยู
จึ
งเป็
นหน้
าที่
ของผู
รู
กฎหมาย ที่
จะต้
องไปทํ
าความเข้
าใจ คื
อไม่
ใช่
ไปกดขี่
ให้
ใช้
กฎหมายโดยเข้
มงวด แต่
ไปทํ
าให้
ต่
างฝ่
ายต่
างเข้
าใจว่
า เราอยู
ร่
วมประเทศเดี
ยวกั
นต้
องอยู
ด้
วยกั
นด้
วยความอะลุ
มอล่
วย ไม่
ใช่
กดขี่
ซึ
งกั
นและกั
น...”(จรั
ญ.2545:
เพิ
งอ้
าง
)
สิ ่
งนี
ปรากฏขึ
นจริ
งใน
พื
นที่
ทํ
าการวิ
จั
ยครั
งนี
ด้
วย
ชาวบ้
านได้
เพี
ยรพยายามที่
จะทบทวนกติ
กาชุ
มชนในการใช้
ทรั
พยากรธรรมชาติ
ในพื
นที่
กั
นใหม่
อี
กครั
ง เพื่
อที่
จะขอให้
ทางการรั
บรองการดู
แลและใช้
ประโยชน์
ทรั
พยากรธรรมชาติ
แต่
ถู
กขั
ดขวางด้
วยเจ้
าหน้
าที่
ของรั
ฐและกลุ ่
มที่
มี
อํ
านาจปกครองในท้
องถิ