- 97 -
กฎหมายนั
้
นต้
องอ้
างอํ
านาจตามที่
มี
ในพระธรรมศาสตร์
(จรั
ญ.2545:208) แต่
การปกครองในระบบ
ศั
กดิ
นาได้
ลดทอนความสมบู
รณ์
ของการยึ
ดถื
อเหตุ
ผลหรื
อหลั
กการหรื
อหลั
กจตุ
รธรรมภายในคั
มภี
ร์
พระธรรมศาสตร์
ซึ
่
งเคยมองว่
า
“...ถื
อว่
าเป็
นหลั
กกฎหมายธรรมชาติ
ในพระธรรมศาสตร์
...4
ประการ กล่
าวคื
อ
1. กฎหมายหมายมิ
ได้
เป็
นกฎเกณฑ์
หรื
อคํ
าสั
่
งของผู
้
ปกครองแผ่
นดิ
นที่
อาจมี
เนื
้
อหาอย่
างไร
ก็
ได้
ตามอํ
าเภอใจ
2. กฎหมายต้
องสอดคล้
องสั
มพั
นธ์
กั
บธรรมะหรื
อศี
ลธรรม
3. จุ
ดหมายแห่
งกฎหมายต้
องเป็
นไปเพื่
อความสุ
ขสถาพรหรื
อเพื่
อประโยชน์
ของราษฏร....
4. การใช้
อํ
านาจทางกฎหมายของพระมหากษั
ตริ
ย์
(หรื
อผู
้
ปกครอง)ต้
องกระทํ
าบนพื
้
นฐาน
ของหลั
กทศพิ
ธราชธรรม...”(จรั
ญ.2545:201) แต่
ในการปกครองบ้
านเมื
องของผู
้
ปกครองได้
มี
การ
ก่
อตั
้
งระบบกรมกองตั
้
งเจ้
าขุ
นมู
ลนายขึ
้
นมาควบคุ
มผู
้
คนในบ้
านเมื
องกฎหมายบางส่
วนจึ
งเป็
น
กฎหมายที่
สร้
างขึ
้
นบนอุ
ดมการณ์
ทางการเมื
องดั
งกล่
าว
ให้
มี
ระบบกระบวนการยุ
ติ
ธรรมแบบไต่
สวนหาความผิ
ดตามข้
อกล่
าวหา ใช้
การทรมานร่
างกายของผู
้
ถู
กกล่
าวหาเพื่
อบั
งคั
บให้
บอกความจริ
ง
เพื่
อรั
กษาอํ
านาจของชนชั
้
นสู
งของสั
งคมเอาไว้
กฎมายของไทยเราในอดี
ตมี
บางส่
วนที่
รั
บเอาพุ
ทธ
ปรั
ชญาหรื
อหลั
กธรรมในพุ
ทธศาสนาเข้
ามาบทบาทอยู
่
ไม่
น้
อย อาทิ
เช่
นในสมั
ยรั
ชกาลที่
หนึ
่
งทรงมี
พระราชกํ
าหนดให้
“…ห้
ามมิ
ให้
นั
บถื
อพระภู
มิ
เจ้
าที่
เทพารั
กษ์
ยิ
่
งกว่
าพระไตรสรณาคม ห้
ามมิ
ให้
ฆ่
า
สั
ตว์
เพื่
อพลี
บู
ชาพระภู
มิ
ผี
สางๆ...ห้
ามการบู
ชาศิ
วลึ
งค์
ด้
วยเห็
นว่
าเป็
นความงมงายเป็
นการกระทํ
าซึ
่
ง
มี
ที่
มาจากคนพาลกั
กขฬะเพื่
อเยาะเย ้
ยหญิ
งแม่
มด อั
นมี
มารยาและคนรุ
่
นหลั
งที่
ไม่
รู
้
งมงายถื
อปฏิ
บั
ติ
มา อี
กทั
้
งการปล่
อยให้
บู
ชาศิ
วลึ
งค์
ปรากฏต่
อชาวต่
างชาติ
ย่
อมทํ
าให้
เกิ
ดการดู
หมิ ่
นดู
แคลนต่
อความ
ลามกอั
ปมงคลนี
้
...กฎหมายธรรมะจึ
งหลอมรวมเป็
นหนึ
่
งเดี
ยวกั
นให้
เห็
นหลั
กฐาน...รายละเอี
ยดของ
กฎหมายอั
นกํ
าหนดให้
ประชาชนศึ
กษาลั
กษณะศี
ลห้
า ศี
ลแปด ศี
ลสิ
บ ให้
รู
้
แจ้
ง...ดั
งมี
กฎหมายฉบั
บ
หนึ
่
งที่
ประกาศใช้
ในปี
พ.ศ.2325 ...กํ
าหนดให้
ผู
้
ประทํ
าผิ
ดฐานเป็
นชู
้
ล่
วงประเวณี
ภรรยาผู
้
อื่
นต้
องถู
ก
ปรั
บไหมไถ่
โทษ ส่
วนหญิ
งให้
ถู
กลงโทษประจาร ขณะเดี
ยวกั
น กฎหมายก็
ย ั
งเปิ
ดทางเลื
อกให้
ชาย
สามี
สามารถฆ่
าชายชู
้
พร้
อมกั
บหญิ
งได้
อี
กด้
วย
หากมี
ความเจ็
บแค้
นไม่
ต้
องการเอาเงิ
นสิ
นไหม…”
(จรั
ญ.2545:297) ความใกล้
ชิ
ดระหว่
างกฎหมายกั
บธรรมะแบบพุ
ทธธรรมนี
้
ได้
รั
บการยึ
ดถื
อตลอดมา
จนกระทั ่
งชาวยุ
โรปที่
นั
บถื
อศาสนาคริ
ศต์
เป็
นส่
วนใหญ่
ได้
เข้
ามาติ
ดต่
อค้
าขายพร้
อมทั
้
งขยายดิ
นแดน
อาณานิ
คม ไม่
ยอมรั
บระบบกฎหมายและกระบวนการยุ
ติ
ธรรมของไทย ต่
อมาถึ
งสมั
ยรั
ชกาลที่
4 ที่
5 ในราชวงศ์
จั
กรี
แห่
งอาณาจั
กรกรุ
งสยามฯ จึ
งจํ
าต้
องปรั
บเปลี่
ยนทรรศนะทางกระบวนการยุ
ติ
ธรรม
เสี
ยใหม่
ให้
ห่
างจากมิ
ติ
ทางด้
านศาสนาพุ
ทธนิ
ยม ถึ
งกระนั
้
นก็
ย ั
งไม่
สามารถทํ
าให้
ชาวต่
างชาติ
อย่
าง
ชาติ
ตะวั
นตกทั
้
งหลายยอมรั
บระบบไต่
สวนของกระบวนยุ
ติ
ธรรมไทยได้
บี
บรั
ดให้
กรุ
งสยามต้
องเข้
า
สู
่
ยุ
คปฏิ
รู
ปบ้
านเมื
องนํ
าเอาระบบกฎหมายของตะวั
นตกเข้
ามาใช้
แทนกฎหมายไทยในส่
วนต่
างๆ
สร้
างระบบข้
าราชการประจํ
าขึ
้
นมาใช้
อํ
านาจตุ
ลาการ เปลี่
ยนระบบการศาลให้
รวมศู
นย์
อํ
านาจไว้
ที่