Page 104 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

- 96 -
กฎเกณฑ์
จารี
ตประเพณี
ของชาวอิ
วเมี่
ยนในการจั
ดการปั
ญหาภายในชุ
มชนจึ
งเน้
นความ
ยื
ดหยุ
น ยอมรั
บฐานะในทางกฎหมายว่
าจารี
ตประเพณี
ของชนเผ่
าอยู
ในลํ
าดั
บรอง เมื่
อพื
นที่
ทาง
กฎหมายของรั
ฐแผ่
ไปไม่
ถึ
งตรงที่
ชาวอิ
วเมี่
ยนอาศั
ยอยู
หรื
อไม่
มี
กฎหมายของรั
ฐเข้
ามาดู
แลแล้
วไซร้
ชาวอิ
วเมี่
ยนก็
สามารถใช้
กฎหมายของตนเองในการจั
ดการความสั
มพั
นธ์
ของสมาชิ
กในเผ่
าได้
เต็
มที่
กฎหมายของชาวอิ
วเมี่
ยนปรากฏอยู
ในรู
ปของกฎจารี
ตประเพณี
ที่
ถื
อปฏิ
บั
ติ
ไม่
นิ
ยมบั
นทึ
กเป็
นลาย
ลั
กษณ์
อั
กษร
ซึ
งมี
ลั
กษณะคล้
ายจะโอนอ่
อนผ่
อนตามหลั
กคํ
าสอนว่
าการปกครองของชนชาติ
จี
โบราณ ที่
ให้
เคารพนั
บถื
อผู
ปกครองแห่
งท้
องถิ ่
นและกฎเกณฑ์
ของพวกเขาอย่
างเต็
มที่
เนื่
องจาก
ความที่
พวกเขาเป็
นเจ้
าของท้
องถิ
นเป็
นผู
ปกครองอยู
ก่
อนแล้
ว มี
กองกํ
าลั
งสามารถให้
คุ
ณให้
โทษได้
กฎหมายขององค์
รั
ฐาธิ
ปั
ตย์
ที่
ตั
งขึ
นมานั
น ก็
ตั
งขึ
นด้
วยสิ
ทธิ
อํ
านาจที่
ได้
รั
บมาจากสวรรค์
เบื
องบนเพื่
ปกครองรั
กษาความสงบในโลกมนุ
ษย์
หากกฎหมายมี
หลั
กความยุ
ติ
ธรรม(Ei Doz-Leiz)เป็
นรากฐาน
อยู
แล้
ว จึ
งไม่
มี
ความจํ
าเป็
นที่
ชาวอิ
วเมี่
ยนจะต้
องไปแข็
งขื
นเป็
นปฏิ
ปั
กษ์
ยิ
งกว่
านั
นผู
ปกครองย่
อม
ต้
องรั
บผิ
ดชอบต่
อพระเจ้
าเป็
นการส่
วนตั
วอยู
ด้
วย แม้
ผู
ปกครองไม่
มี
ความเป็
นธรรมในการปกครอง
ก็
ย่
อมต้
องรั
บโทษจากพระเจ้
าโดยตรง
ความยุ
ติ
ธรรมตามอุ
ดมคติ
ของประเทศไทย
“...ดู
เหมื
อนปรั
ชญากฎหมายธรรมชาติ
จะเป็
นกระแสหลั
กทางความคิ
ดของนิ
ติ
ปรั
ชญา
ตะวั
นตก โดยที่
กระแสความคิ
ดเช่
นนี
ในเนื
อแท้
เป็
นแนวความคิ
ดแบบอุ
ดมคติ
/จิ
ตนิ
ยม และศี
ลธรรม
นิ
ยม กฎหมายถู
กพิ
จารณาให้
เป็
นส่
วนหนึ
งของระบบจริ
ยธรรมทั
วไป เป็
นเรื่
องความมี
เหตุ
มี
ผลหรื
ความเป็
นธรรมที่
มิ
ได้
มี
บ่
อเกิ
ดจากกํ
าลั
งอํ
านาจหรื
อการกระทํ
าตามอํ
าเภอใจของปั
จเจกชนที่
เป็
ผู
ปกครองแต่
อย่
างใด ลั
กษณะเช่
นนี
เมื่
อมองเปรี
ยบเที
ยบกั
บปรั
ชญากฎหมายไทยดั
งเดิ
มแล้
ว ดู
จะไม่
แตกต่
างกั
นนั
กในเชิ
งจุ
ดยื
นทางความคิ
ดที่
มองกฎหมายเป็
นเรื่
องความมี
เหตุ
มี
ผลหรื
อความเป็
นธรรม
เช่
นกั
น...”(จรั
ญ.2545:19) เราคงรู
ดี
ว่
าในสั
งคมไทยนี
ได้
เปลี่
ยนระบบการปกครองมาหลายรู
ปแบบ
ในสมั
ยเริ
มต้
นของอาณาจั
กรสุ
โขทั
ยเราใช้
ระบบพ่
อปกครองลู
ก มี
พ่
อขุ
นเป็
นใหญ่
อยู
เหนื
อพ่
อเมื
อง
ท่
านเองทํ
าหน้
าที่
เป็
นตุ
ลาการด้
วยในกรณี
ที่
เป็
นเรื่
องที่
มี
ข้
อยุ
งยาก แต่
ก็
เป็
นที่
ทราบกั
นดี
ว่
าผู
ปกครอง
ในสั
มยนั
นไม่
ได้
ใช้
อํ
านาจการตั
ดสิ
นตามอํ
าเภอใจ ผู
ปกครองไม่
สามารถก่
อตั
งกฎหมายขึ
นเอง แต่
ท่
านทํ
าหน้
าที่
รั
กษาธรรมให้
ดํ
ารงอยู
เท่
านั
น “ธรรม” เป็
นเรื่
องเดี
ยวกั
นกั
บ คุ
ณธรรม ศี
ลธรรม
จริ
ยธรรม
กฎหมายในสมั
ยก่
อนในยุ
คพ่
อขุ
นจึ
งนิ
ยมยกย่
องให้
พ่
อขุ
นเป็
นผู
ออกคํ
าสั ่
งปกครองได้
เพราะพ่
อขุ
นต้
องทํ
าหน้
าที่
พิ
ทั
กษ์
ธรรมให้
แก่
บ้
านเมื
อง ประชาชนได้
มอบอํ
านาจบางประการให้
แก่
พ่
อพ่
อขุ
น ในยามศึ
กสงครามพ่
อขุ
นจะนํ
าทั
พออกรบกั
บศั
ตรู
การให้
มี
อํ
านาจเด็
จขาดในการสั
งทํ
โทษแบบระบบทหารจึ
งเป็
นอี
กสิ ่
งหนึ
งที่
ได้
รั
บมาจากการปกครองระเบี
ยบวิ
นั
ยในกองทั
พ ต่
อมาใน
สมั
ยกรุ
งศรี
อยุ
ธยาเราได้
ยกกษั
ตริ
ย์
ขึ
นเป็
นสมมุ
ติ
ราช
จึ
งให้
มี
อํ
านาจอั
นสมบู
รณ์
ในการทุ
กอย่
าง
บ้
านเมื
องของเราจึ
งเข้
าไปสู
สั
งคมระบบอํ
านาจแบบเบ็
ดเสร็
จตั
งแต่
นั
นเป็
นต้
นมา
แต่
อํ
านาจออก