องอาจ อิ
นทนิ
เวศ การทบทวนวรรณกรรม /
12
2.1.3
แนวคิ
ดด้
านดนตรี
พื
้
นบ้
าน
เฉลิ
มศั
กดิ
์
พิ
กุ
ลศรี
(2538: 87-96
) ได้
เสนอแนวคิ
ดทางด้
านการศึ
กษาเพลงพื
้
นบ้
านไว้
คื
อ
ดนตรี
เป็
นเสี
ยงที่
เกิ
ดจากความพากเพี
ยรของมนุ
ษย์
ในการสร้
างเสี
ยงให้
อยู
่
ในระเบี
ยบของ
องค์
ประกอบทางดนตรี
แบ่
งการศึ
กษาลั
กษณะขององค์
ประกอบของดนตรี
พื
้
นบ้
านไว้
5 ประการ
ด้
วยกั
น คื
อ
1) จั
งหวะ เกี่
ยวกั
บเรื่
องการจั
ดเวลาของเสี
ยงไม่
ว่
าจะเป็
นการเน้
นเสี
ยง องค์
ประกอบเหล่
านี
้
เป็
นลั
กษณ์
ที่
สํ
าคั
ญเมื่
อมารวมกั
นแล้
วจะทํ
าให้
เกิ
ดความหลากหลายของจั
งหวะ
2) ทํ
านอง เป็
นส่
วนของดนตรี
ที่
มี
อิ
ทธิ
พลต่
อผู
้
ฟั
งในด้
านสติ
ปั
ญญา ผู
้
ฟั
งมั
กแยกแยะความ
แตกต่
างระหว่
างบทเพลงหนึ
่
งโดยใช้
ทํ
านองเป็
นส่
วนช่
วยที่
สํ
าคั
ญ องค์
ประกอบที่
สํ
าคั
ญของทํ
านอง
ได้
แก่
ความสู
ง-ตํ
่
า และความสั
้
น-ยาว ของเสี
ยง นอกจากนั
้
นควรศึ
กษากรอบที่
ใช้
บั
งคั
บทํ
านองที่
ส่
งผลโดยตรงต่
อการรั
บรู
้
คื
อ บั
นไดเสี
ยง
3)
การประสานเสี
ยง
องค์
ประกอบนี
้
เกิ
ดจากการนํ
าเสี
ยงมาบรรเลงซ้
อนกั
นหรื
อพร้
อมกั
น
ในแนวตั
้
ง ซึ
่
งจะตรงกั
นข้
ามกั
นทํ
านองที่
เรี
ยบเรี
ยงไปในแนวนอน
4) สี
สั
นของเสี
ยง ได้
แก่
คุ
ณลั
กษณะเฉพาะของแหล่
งกํ
าเนิ
ดเสี
ยง เช่
น เสี
ยงร้
องหรื
อเสี
ยง
เครื่
องดนตรี
รวมทั
้
งความหลากหลายของเทคนิ
คการบรรเลง
5) คี
ตลั
กษณ์
รู
ปแบบของเพลงเปรี
ยบเสมื
อนกรอบที่
รวมเอาจั
งหวะ ทํ
านอง การประสาน
เสี
ยง สี
สั
นของเสี
ยงให้
เป็
นไปในทิ
ศทางเดี
ยวกั
น
ลั
กษณะของดนตรี
พื
้
นบ้
าน
เฉลิ
มศั
กดิ
์
พิ
กุ
ลศรี
(2538: 87-96)
ได้
กล่
าวถึ
งลั
กษณะของดนตรี
พื
้
นบ้
านว่
า ดนตรี
พื
้
นบ้
าน
เกิ
ดและพั
ฒนาในสั
งคมเกษตรกรรมที่
มี
ลั
กษณะเศรษฐกิ
จแบบเลี
้
ยงตั
วได้
ขบวนการถ่
ายทอดศิ
ลปะ
ดนตรี
อาศั
ยการบอกด้
วยปาก และจดจํ
าเป็
นหลั
ก หากพิ
จารณาจากเนื
้
อแท้
ของความเป็
นดนตรี
พื
้
นบ้
านแล้
ว ควรพิ
จารณาจากลั
กษณะต่
อไปนี
้
1) ทํ
านองมี
ขนาดสั
้
น โดยทั
่
วไปดนตรี
พื
้
นบ้
านมิ
ได้
มุ ่
งเน้
นความงามของเสี
ยงเป็
นหลั
ก
ประกอบกั
บไม่
มี
การบั
นทึ
กเป็
นลายลั
กษณ์
อั
กษร อาศั
ยการท่
องจํ
าเป็
นหลั
ก ดั
งนั
้
นเพลงพื
้
นบ้
านจึ
ง
ต้
องมี
ขนาดสั
้
นและวนไป-มา
2) ไม่
เคร่
งครั
ดในกฎเกณฑ์
จากการที่
ดนตรี
พื
้
นบ้
านมี
วิ
ธี
การถ่
ายทอดโดยการบอกปากต่
อ
ปากและท่
องจํ
า จึ
งพบการเปลี่
ยนแปลงเสมอ ประกอบกั
บในขณะที่
บรรเลงหรื
อขั
บร้
อง นั
กดนตรี
นั
กร้
องรวมทั
้
งชาวบ้
านต่
างอยู
่
ในสภาวะแวดล้
อมทางพิ
ธี
กรรม ไม่
ต้
องอาศั
ยระบบโน้
ตหรื
อวาทยกร
3) ให้
ความสํ
าคั
ญของเนื
้
อร้
อง เพื่
อสื่
อสารความหมายของเรื่
องราวเป็
นสิ
่
งสํ
าคั
ญ เพราะ