61
อย่
างไรก็
ดี
การรวมตั
วเป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
นของอาณาจั
กรเจนละนี
้
ดํ
ารงอยู
่
ได้
เพี
ยง
ชั ่
วระยะเวลาไม่
นานนั
กจนถึ
งราวกลางพุ
ทธศตวรรษที่
13 อาณาจั
กรเขมรก็
ได้
แบ่
งออกเป็
นสอง
แคว้
นใหญ่
ซึ
่
งเป็
นปรปั
กษ์
ต่
อกั
นอั
นได้
แก่
แคว้
นเจนละบกและแคว้
นเจนละนํ
้
า
ธิ
ดา สาระยาได้
กล่
าวถึ
งเหตุ
การณ์
เจนละนํ
้
า ว่
ามี
การแก่
งแย่
งแข่
งดี
ระหว่
างองค์
อธิ
ราช
ต่
าง ๆ เริ ่
มปรากฏชั
ดเจนในสมั
ยพระเจ้
าชั
ยวรมั
นที่
1 (ค.ศ. 651 – 681) ซึ
่
งมี
อํ
านาจอยู
่
ในพื
้
นที่
ของวยาธปุ
ระเชื่
อกั
นว่
าโดยเฉพาะองค์
ทรงเป็
นนั
กรบผู
้
เชี่
ยวชาญ อย่
างไรก็
ตาม สั
นนิ
ษฐานว่
าใน
สมั
ยของพระองค์
นั
้
นบรรดาองค์
อธิ
ราชต่
าง ๆ และชนเผ่
าหรื
อชาวพื
้
นเมื
องในท้
องถิ
่
น บ้
างมี
ความ
เป็
นเอกเทศ บ้
างก็
แสวงหาอํ
านาจ บ้
างก็
ปฏิ
บั
ติ
ตามความเชื่
อต่
างกั
น ออกไป
ดั
งเช่
นทางภาคตะวั
นตกเฉี
ยงเหนื
อของทะเลสาบ ย ั
งคงมี
เมื
องเล็
กเมื
องน้
อย ส่
งทู
ตไปเมื
องจี
นโดย
ไม่
ผ่
านคณะทู
ตของเจนละ เช่
น เมื
องมลาย ั
ง (Malyang) และ เมื
องสั
งฆะ (Sang Khah) (อยู
่
แถบ
บริ
เวณเมื
องพระตะบองปั
จจุ
บั
น)ใกล้
ๆ กั
นก็
คื
อเมื
องเขี
ยวเมี
ยท (Kiau – Miet) และฟู
นั
นหรื
อ วนปุ
ระ ผู
้
คนในบ้
านเมื
องเหล่
านี
้
มี
คติ
ความเชื่
อพื
้
นเมื
องที่
เรี
ยกว่
า ลั
ทธิ
ชั
ยเกษตร นั
บถื
อภู
เขาว่
าจะ
บั
นดาลความอุ
ดมสมบู
รณ์
ให้
ทางตอนใต้
เป็
นกลุ
่
มของพวกเมื
อง พลาทิ
ตยะปุ
ระ (Bala dityyapura) ซึ
่
งมี
เมื
อง
สํ
าคั
ญ เช่
น สมโบร์
ไพรกุ
ก และอั
งกอร์
บอรั
ย (Angkor Borei) กลุ
่
มนี
้
ภายหลั
งปรากฏชื่
อเมื
อง
สํ
าคั
ญว่
าอนิ
นทิ
ตะปุ
ระ(Aninditapura) กลุ
่
มเมื
องทางตอนใต้
เหล่
านี
้
รวมอยู
่
กั
บอาณาจั
กรเจนละตั
้
งแต่
สมั
ยพระเจ้
าอี
กสานวรมั
นพวกนี
้
เป็
นกลุ ่
มจั
นทรวงศ์
อยู
่
แต่
เดิ
ม ที่
สํ
าคั
ญอี
กกลุ
่
มหนึ
่
งอยู
่
ต่
อจากพวกอ
นิ
นทิ
ตะปุ
ระทางตะวั
นออกของทะเลสาบ คื
อ พวกศั
มภู
ปุ
ระ(Sambhupura) เดิ
มมี
ศู
นย์
กลางอยู
่
ใน
บริ
เวณที่
ปั
จจุ
บั
นคื
อ สมโบร์
(Sambro) และกราติ
เอร์
(Kratier) บ้
างอ้
างว่
าอํ
านาจของพวกนี
้
มี
ขึ
้
นไป
ถึ
งปากแม่
นํ
้
ามู
ล พวกศั
มภู
ปุ
ระมี
ความเกี่
ยวดองทางเครื
อญาติ
กั
บอนิ
นทิ
ตะปุ
ระ ส่
วนกลุ
่
มของชั
ยวร
มั
นที่
1 นั
้
นอยู
่
ทางใต้
สุ
ดใกล้
ปากนํ
้
าโขงเป็
นพวกวยาธปุ
ระ (Vyadhapura) ซึ
่
งประกอบด้
วยเมื
อง
สํ
าคั
ญ 2 เมื
อง คื
อ บั
นทายไพรนคร (Banteay Prei Nokor) และบาพนม (Ba Phnom)
จารึ
กหลั
กหนึ
่
งจากบารายตะวั
นตกของนครธมกล่
าวถึ
งผู
้
ครองคนหนึ
่
งเป็
นสตรี
ชื่
อ ชั
ย
เทวี
ซึ
่
งเซดส์
สั
นนิ
ษฐานว่
าเป็
นราชิ
นี
ม่
ายของพระเจ้
าชั
ยวรมั
นที่
1 ในจารึ
กหลั
กดั
งกล่
าว พระนาง
ชั
ยเทวี
กล่
าวถึ
งความวุ
่
นวายอั
นเกิ
ดจากการที่
อธิ
ราชต่
าง ๆ แย่
งกั
นมี
อํ
านาจศั
กราชของจารึ
กหลั
กนี
้
ประมาณต้
นคริ
สต์
ศตวรรษที่
8 ทํ
าให้
สั
นนิ
ษฐานได้
ว่
าในช่
วงปลาย คริ
สต์
ศตวรรษที่
7 จนถึ
งต้
น
คริ
สต์
ศตวรรษที่
8 บริ
เวณลุ ่
มนํ
้
าโขงตอนล่
างซึ
่
งจี
นเรี
ยกรวม ๆ ว่
า เจนละนํ
้
า คื
อ ยุ
คสมั
ยของ
อธิ
ราชแย่
งกั
นมี
อํ
านาจโดยแท้
อย่
างไรก็
ตาม เมื่
อพิ
จารณาจากจารึ
กจํ
านวนหนึ
่
งซึ
่
งพบบริ
เวณแถบตอนล่
าง ซึ
่
งถื
อว่
า
เป็
นเจนละนํ
้
า ตลอดจนการประมาณช่
วงอายุ
ของจารึ
กเป็
นหลั
ก กล่
าวได้
ว่
าในบริ
เวณจนละนํ
้
าไม่