59
เยาว์
อยู
่
” ได้
เป็
นหั
วหน้
า ณ ที่
นี
้
ก็
หมายถึ
งการกระทํ
าที่
ลุ
่
มให้
เป็
นที่
ราบนั ่
นเอง พระมารดาของ
เจ้
าชายคุ
ณวรมั
นก็
คงเป็
นพระนางกุ
ลประภาวดี
มเหสี
ของพระเจ้
าชั
ยวรมั
น และเจ้
าชายเองก็
คงเป็
น
โอรสของพระเจ้
าชั
ยวรมั
นที่
ถู
กแย่
งราชสมบั
ติ
ไปเมื่
อพระราชบิ
ดาสิ
้
นพระชนม์
ลงใน พ.ศ. 1057
และถู
กพระเชษฐาอั
นเกิ
ดแต่
สนมทรงพระนามว่
าเลี
ยวโถป่
าโม (Liu – t’o-pa-mo คื
อ รุ
ทรวรมั
น)
ปลงพระชนม์
เสี
ย ตามที่
จดหมายเหตุ
จี
นสมั
ยราชวงศ์
เหลี
ยงได้
กล่
าวไว้
พระเจ้
ารุ
ทรวรมั
น (พ.ศ. 1057 – 1093) ผู
้
ทรงส่
งราชทู
ตเจ้
าไปย ั
งประเทศจี
นหลายครั
้
ง
ระหว่
าง พ.ศ. 1060 – 1082 ทรงเป็
นพระราชาองค์
สุ
ดท้
ายแห่
งอาณาจั
กรฟู
นั
น จารึ
กภาษาสั
นสกฤต
จากแคว้
นบาตี
ในประเทศกั
มพู
ชา กล่
าวว่
าพระองค์
ย ั
งคงทรงครองราชย์
อยู
่
เมื่
อพุ
ทธสถานแห่
งนั
้
น
ได้
สร้
างขึ
้
น จดหมายเหตุ
จี
นสมั
ยราชวงศ์
เหลี
ยงก็
กล่
าวด้
วยว่
า ขณะนั
้
นพุ
ทธศาสนากํ
าลั
ง
เจริ
ญรุ
่
งเรื
องอยู
่
ในอาณาจั
กรฟู
นั
น ราชทู
ตจี
นได้
เข้
ามาย ั
งอาณาจั
กฟู
นั
นระหว่
าง พ.ศ. 1078 – 1088
เพื่
อขอให้
พระราชาแห่
งอาณาจั
กรฟู
นั
นทรงรวบรวมพระคั
มภี
ร์
ทรงพุ
ทธศาสนาประทาน และส่
ง
พระภิ
กษุ
สงฆ์
ไปย ั
งประเทศจี
น พระราชาอาณาจั
กรฟู
นั
นได้
ส่
งพระภิ
กษุ
อิ
นเดี
ยนามว่
าปรมารถหรื
อ
คุ
ณรั
ตนะแห่
งเมื
องอุ
ชชยิ
นี
หรื
ออุ
ชเชนี
ซึ
่
งขณะนั
้
นกํ
าลั
งพํ
านั
กอยู
่
ในอาณาจั
กรฟู
นั
นไป ท่
านผู
้
นี
้
ได้
นํ
าคั
มภี
ร์
240 ผู
กเข้
าไปย ั
งประเทศจี
นเมื่
อ พ.ศ. 1089 จารึ
กในพุ
ทธศตวรรษที่
12 ได้
กล่
าวว่
าพระ
เจ้
ารุ
ทรวรมั
นทรงครองราชย์
อยู
่
ก่
อนพระเจ้
าภววรมั
นที่
1 ผู
้
เป็
นราชาคนแรกแห่
งประเทศกั
มพู
ชา
สมั
ยก่
อนสร้
างเมื
องพระนคร จารึ
กในพุ
ทธศตวรรษที่
15 กล่
าวว่
าพระเจ้
ารุ
ทรวรมั
นทรงเป็
น
ประมุ
ขแห่
งพระราชา ซึ
่
งสื
บลงจากพราหมณ์
โกณฑิ
นยะและพระนางนาคโสมา และพระราชาใน
ราชวงศ์
นี
้
ล้
วนครองราชย์
อยู
่
ภายหลั
งราชวงศ์
ของพระเจ้
าศรุ
ตวรมั
นและเศรษฐาวรมั
นอั
นสื
บลงมา
แต่
พระฤษี
กั
มพู
การที่
พระเจ้
ารุ
ทรวรมั
นทรงครองราชย์
สมบั
ติ
อย่
างผิ
ดประเพณี
เช่
นนี
้
ทํ
าให้
เกิ
ดมี
เหตุ
การณ์
ยุ
่
งยากขึ
้
นในดิ
นแดนตอนกลางลุ
่
มแม่
นํ
้
าโขง โดยมี
เจ้
าชายภววรมั
นและจิ
ตรเสนเป็
น
ประมุ
ขทํ
าให้
อาณาจั
กรฟู
นั
นต้
องแตกสลายลงระหว่
าง พ.ศ. 1100 – 1150
อย่
างไรก็
ดี
อาณาจั
กรฟู
นั
นได้
เป็
นใหญ่
อยู
่
ในแหลมอิ
นโดจี
นถึ
ง 500 ปี
และแม้
จะล่
มจม
ไปแล้
วก็
ย ั
งคงมี
ชื่
อเสี
ยงโด่
งดั
งอยู
่
ต่
อไปอี
กนาน บรรดาพระราชาแห่
งประเทศกั
มพู
ชาสมั
ยก่
อน
สร้
างเมื
องพระนครได้
ทรงยอมรั
บประเพณี
การตั
้
งราชวงศ์
ของกษั
ตริ
ย์
ฟู
นั
นมาเป็
นของพระองค์
และ
บรรดาพระราชาที่
ครองราชย์
ณ เมื
องพระนครต่
างก็
ทรงพยายามที่
จะมี
ต้
นวงศ์
เกี่
ยวข้
องกั
บพระ
อธิ
ราชหรื
อพระราชาอั
นสู
งส่
งที่
เมื
องวยาธปุ
ระ ในพุ
ทธศตวรรษที่
13 พระราชาแห่
งเกาะชวาก็
ทรง
ใช้
ตํ
าแหน่
งว่
า “ไศเลนทร์
” คื
อกษั
ตริ
ย์
แห่
งภู
เขา
เขานี
้
ก็
คื
อภู
เขาอั
นศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ที่
ให้
นามแก่
พระราชาและแก่
อาณาจั
กรนั
้
นเอง คงตั
้
งอยู
่
ใกล้
ราชธานี
และเป็
นศู
นย์
กลางแห่
งราชอาณาจั
กร เป็
นสถานที่
ซึ
่
งสวรรค์
ติ
ดต่
อกั
บพื
้
นดิ
น ด้
วยเหตุ
นี
้
“พระผู
้
เป็
นเจ้
าจึ
งเสด็
จลงมาบ่
อย ๆ” และพระผู
้
เป็
นเจ้
านี
้
ก็
คงแสดงโดยศิ
วลึ
งค์
ของพระศิ
วะศิ
ริ
ศะ