54
เมื่
อย ้
อนอดี
ตไปเบื
้
องหลั
งนั
บพั
นปี
ก่
อนที่
ชาวจี
นภาคใต้
จะกลายมาเป็
นอาณาจั
กรอั
ณณั
ม
ที่
อาณาบริ
เวณตุ
งกิ
ง หรื
อตั
งเกี๋
ย และกลายมาเป็
นเวี
ยดนามปั
จจุ
บั
น ก่
อนที่
กลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ไต (ไท)
อพยพจากดิ
นแดนจี
นภาคใต้
มาย ั
งดิ
นแดนสุ
วรรณภู
มิ
มาเป็
นเสี
ยมตามชื่
อเรี
ยกของจี
น และสยาม
ตามสํ
าเนี
ยงของไทย และไปเป็
นลาวฝั ่
งซ้
ายแม่
นํ
้
าโขง ดิ
นแดนแถบนี
้
เป็
นที่
ตั
้
งรกรากของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
3 กลุ
่
ม คื
อ ขอม (รั
ฐฟู
นั
น) มอญ และจามปา นอกจากนี
้
ย ั
งมี
กลุ
่
มชนเผ่
าต่
างๆ ในเทื
อกเขดงรั
ก
อี
ก 12
กลุ
่
ม ซึ
่
งมี
ส่
วยหรื
อกวยรวมอยู
่
ด้
วย ซึ
่
งได้
ตั
้
งรกรากอยู
่
ในแดนสุ
วรรณภู
มิ
นี
้
ตั
้
งแต่
ก่
อน
พุ
ทธกาล ประมาณสามถึ
งสี่
พั
นปี
มาแล้
ว รั
ฐฟู
นั
น หรื
ออาณาจั
กรพนม หรื
ออั
งครภนม ที่
นั
กสํ
ารวจ
โลกชาวจี
นออกเสี
ยงไม่
ชั
ดเป็
น ปานม หรื
อ พานม ครั
้
นชาวตะวั
นตกขยายอิ
ทธิ
พลเหนื
อดิ
นแดน
แถบนี
้
อ่
านออกเสี
ยง ภนม ไม่
ชั
ด จึ
งกลายเป็
นฟู
นั
น (Fonan หรื
อ Founan Kingdom) ซึ
่
งเป็
นรั
ฐ
โบราณเริ
่
มต้
นประมาณพุ
ทธศตวรรษที่
5-12 หลั
งจากพราหมณ์
โกณฑั
ญญะได้
นํ
าลั
ทธิ
พราหมณ์
มา
เผยแพร่
ในขณะเดี
ยวกั
น วั
ฒนธรรมพุ
ทธศาสนาโดยพระโสณะ-อุ
ตระก็
นํ
าพุ
ทธธรรมเข้
ามาด้
วย
ประมาณ พ.ศ. 300 (บุ
ญเรื
อง คั
ชมาย์
. 2543) รั
ฐฟู
นั
นมี
อิ
ทธิ
พลเหนื
อดิ
นแดนลุ
่
มนํ
้
าแม่
โขง และ
แม่
นํ
้
าเจ้
าพระยา ก่
อตั
้
งขึ
้
นประมาณพุ
ทธศตวรรษที่
8 กษั
ตริ
ย์
องค์
แรกคื
อ "พราหมณ์
โกณฑั
ญญะ"
ซึ
่
งมี
เชื
้
อสายจากอิ
นเดี
ย ได้
มี
มเหสี
คื
อ "นางพญาขอม" จนมาถึ
งยุ
ค รั
ฐเจนละบกและเจนละนํ
้
า พุ
ทธ
ศตวรรษ ที่
12-13 โดย "จิ
ตรเสน" เมื่
อเป็
นกษั
ตริ
ย์
ทรงนาม “มเหนทรวรรมั
น” ทรงขยายอํ
านาจใน
ลุ
่
มนํ
้
ามู
ล ตลอดลุ
่
มนํ
้
าป่
าสั
ก โอรสของจิ
ตรเสน คื
อ “อี
สารวรรมั
น” เป็
นกษั
ตริ
ย์
ที่
ยิ
่
งใหญ่
อี
กองค์
หนึ
่
ง
ประวั
ติ
ศาสตร์
ขอมเริ
่
มขึ
้
นในพระพุ
ทธศตวรรษที่
8 มี
เรื่
องเล่
าว่
า ที่
เกาะโคกธลอก
เมื
องพนม มี
ลู
กสาวชาวเขาคนหนึ
่
ง ชื่
อ “นางนาค” เป็
นผู
้
ปกครอง ในศิ
ลาจารึ
กเรี
ยกว่
า “โสมา”
หรื
อ “นาคี
โสมา” ส่
วนในเอกสารจึ
งกล่
าวว่
า ที่
เมื
องฟู
นั
น (พนม ) มี
นางพญานาคคนหนึ
่
ง ชื่
อ
“ลิ
ว-ยี่
” เป็
นผู
้
ปกครอง และกล่
าวชมเชยว่
า พระนางมี
รู
ปโฉมงามสง่
าเหมื
อนเจ้
าชาย
ย ั
งมี
ตํ
านานเล่
าว่
า ชาวอิ
นเดี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
คนหนึ
่
งมี
ชื่
อตามภาษาสั
นกฤตว่
า
“เกาณฑิ
นยะ” หรื
อตามภาษี
บาลี
วา “โกณฑั
ญญะ” ซึ
่
งจี
นเรี
ยกว่
า “เที
ยน” ได้
รั
บการบอกเล่
าหรื
อ
เทพเจ้
าเข้
าฝั
นว่
า ที่
เมื
องชายทะเลทางตะวั
นออกแห่
งหนึ
่
ง มี
ผู
้
หญิ
งปกครอง ถ้
าจะไปปล้
นในเมื
อง
ก็
คงได้
โดยไม่
ยาก ดั
งนั
้
นจึ
งชั
กชวนพรรคพวกลงเรื
อใหญ่
เดิ
นทางออกจากเมื
องกี
(อาจเป็
นแคว้
น
มคธ) มาสู
่
เมื
องพนม ในศิ
ลาจารึ
กของจามกล่
าวว่
า เกาณฑิ
นยะ เดิ
นทางมาแวะขึ
้
นบกที่
ปากแม่
นํ
้
า
โขง ที่
เรี
ยกว่
า “ปั
นทายไพรนคร” (ภวปุ
ระ) ณ บริ
เวณไซง่
อนก่
อน เมื่
อตั
้
งมั ่
นได้
แล้
วจึ
งลงเรื
อมา
ปล้
นเกาะโคกธลอก โดยเริ
่
มโจมตี
ตํ
าบลชายทะเล ปากแม่
นํ
้
าที่
จะเข้
าสู
่
กรุ
งโครกธลอก ราว พ.ศ. 731
ฝ่
ายนางนาครู
้
ข่
าวว่
ามี
ข้
าศึ
กมาติ
ดเมื
อง ก็
เกณฑ์
ริ
้
วพลลงเรื
อแจวเรื
อพายออกไปต่
อต้
าน แต่
ถู
กข้
าศึ
ก