Page 69 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

51
เมื่
อหน้
าดิ
นบริ
เวณนั
นหมดปุ
ยก็
จะหั
กร้
างถางพงและเผาป่
าใหม่
เร่
ร่
อน วนเวี
ยนเช่
นนี
ไปเรื่
อยๆ
การเพาะปลู
กแบบนี
ได้
ผลผลิ
ตน้
อยเพราะขึ
นอยู
กั
บความเหมาะสมของสภาพธรรมชาติ
ฉะนั
นจึ
ต้
องมี
อาชี
พอื่
นๆ ประกอบด้
วย เช่
น การล่
าสั
ตว์
การเก็
บของป่
า เป็
นต้
น การทํ
าหั
ตถกรรมส่
วน
ใหญ่
เพื่
อเป็
นเครื่
องมื
อเครื่
องใช้
ประจํ
าครอบครั
ว ซึ
งมี
การทํ
าเครื่
องปั
นดิ
นเผา อาวุ
ธต่
างๆ ซึ
ลั
กษณะรู
ปร่
างจะไม่
ประณี
ตสวยงามมากนั
กแต่
คํ
านึ
งถึ
งประโยชน์
ในการใช้
สอย หั
ตถกรรมเหล่
านี
เมื่
อเหลื
อใช้
ก็
จะนํ
าไปขาย เช่
นเดี
ยวกั
บผลิ
ตผลจากป่
าซึ
งเก็
บมาได้
การค้
าขายคงเป็
นไปในรู
ปของ
การแลกเปลี่
ยน
ส่
วนชุ
มชนในที่
ราบลุ ่
มแม่
นํ
า หรื
ออยู
ใกล้
ชายฝั
งทะเล จะมี
ลั
กษณะเด่
นของภู
มิ
ภาคเอเชี
ตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
เนื่
องจากสภาพภู
มิ
ประเทศของภู
มิ
ภาคนี
ชุ
มชนในที่
ราบลุ
มหรื
อใกล้
ชายฝั
ทะเลเป็
นพวกที่
เจริ
ญรวดเร็
ว และพั
ฒนาเป็
นชุ
มชนระดั
บเมื
องใหญ่
ระดั
บอาณาจั
กรได้
เร็
วกว่
าพวก
แรก เพราะตั
งอยู
ในที่
อุ
ดมสมบู
รณ์
และมี
โอกาสติ
ดต่
อกั
บคนต่
างถิ
นได้
ง่
าย ทํ
าให้
ได้
รั
บความเจริ
ด้
านเทคโนโลยี
ในแต่
ละสมั
ยได้
ดี
กว่
า ซึ
งจะเห็
นได้
ว่
าอาณาจั
กรต่
างๆ ในเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
ที่
เจริ
ญอยู
ในช่
วงก่
อนรั
บอิ
ทธิ
พลอิ
นเดี
ย และจี
นนั
นมั
กตั
งอยู
บนที่
ราบลุ
มแม่
นํ
าหรื
อชายฝั ่
งทะเลแทบ
ทั
งสิ
น เช่
น อาณาจั
กรโคตลบรู
อยู
ทางภาคตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อ ครอบคลุ
มดิ
นแดน 2 ฝั
งแม่
นํ
าโขง
อาณาจั
กรฟู
นั
น อยู
บนลุ
มแม่
นํ
าโขง อาณาจั
กรทวารวดี
อยู
บนลุ
มแม่
นํ
าเจ้
าพระยา เป็
นต้
ลั
กษณะความเป็
นอยู
ของชุ
มชนแบบนี
รู
จั
กตั
งบ้
านเรื
อนของตนตามสภาพภู
มิ
ศาสตร์
ส่
วน
ใหญ่
มั
กเป็
นบ้
านยกพื
นใต้
ถุ
นสู
ง บ้
านเรื
อนจะอยู
เรี
ยงรายกั
นเป็
นกลุ
ม มี
ผู
ปกครอง ในชุ
มชนที่
ราบ
ลุ
มแม่
นํ
าจะยึ
ดอาชี
พเกษตรกรรม ส่
วนชุ
มชนที่
อยู
ใกล้
ชายฝั
งทะเลจะยึ
ดอาชี
พการประมง และการ
ค้
าขายเป็
นหลั
ก ในชุ
มชนทั
งสองนี
จะมี
การแบ่
งหน้
าที่
ในสั
งคมอย่
างเด่
นชั
ด มี
คนทํ
าหน้
าที่
ปกครอง
ทํ
าหน้
าที่
ทางด้
านศาสนา ทํ
าหน้
าที่
ด้
านแรงงานในการเพาะปลู
ก ทํ
าหั
ตถกรรม และเครื่
องประดั
ต่
างๆ เพราะมี
ลั
กษณะเป็
นสั
งคมใหญ่
มี
กํ
าลั
งคนมาก ในขณะเดี
ยวกั
นในบางสั
งคมสตรี
ก็
คงมี
ความสํ
าคั
ญมากพอๆ กั
บบุ
รุ
ษเช่
น ในสั
งคมของฟู
นั
นตอนต้
นพบว่
ามี
สตรี
เป็
นผู
ปกครอง คื
อ นาง
โสมา ธิ
ดาของพระยานาคหรื
อที่
ในบั
นทึ
กจี
นในคริ
สต์
ศตวรรษที่
1 เรี
ยกว่
า นางหลิ
วเย ้
(Liu-yeh)
ซึ
งต่
อมาแต่
งงานกั
บเจ้
าชายโกณฑิ
ณยะ (Kaundinye) จากอิ
นเดี
ย และคงมี
การนั
บถื
อตระกู
ลฝ่
าย
มารดาด้
วยร่
องรอยนี
ย ั
งปรากฎอยู
ในอาณาจั
กรกั
มพู
ชาแม้
ว่
าในระยะนั
นอิ
ทธิ
พลจากอิ
นเดี
ยจะฝั
งราก
ลึ
กพอควรแล้
วก็
ตาม
เห็
นได้
ชั
ดในกรณี
พระเจ้
าราเชนทรวรมั
นซึ
งครองราชย์
ใน ค.ศ. 944-968 ทรง
เป็
นพระนั
ดดาของพระน้
องนางของพระเจ้
ายโสวรมั
นที่
1 และของพระน้
องนางของพระเจ้
าชั
ยวร
มั
นที่
4 ส่
วนพระมารดาของพระองค์
ก็
เป็
นธิ
ดาของพระเจ้
าอิ
นทรวรมั
นที่
1 ซึ
งสื
บเชื
อสายทางพระ
มารดามาจากวงศ์
ในสมั
ยก่
อนพระนครหลวง การสื
บเชื
อสายฝ่
ายมารดาเป็
นธรรมเนี
ยมของกั
มพู
ชา
ก่
อนรั
บอิ
ทธิ
พลอิ
นเดี
ย (ฟู
นั
น) แน่
นอน เพราะระบบการสื
บเชื
อสายของอิ
นเดี
ยยุ
คพระเวทนั
นสื