27
ตลอดจนการแสดงละครทั
้
งเรื่
องในตํ
ารานาฏยศาสตร์
แบ่
งคุ
ณลั
กษณะของนาฏกรรมออกเป็
น 2
ชนิ
ด คื
อ ตานฑวะ และลั
ศวะ ตานฑวะ เป็
นนาฏกรรมที่
แสดงให้
เห็
นถึ
งความเข้
มแข็
ง หนั
กแน่
น
และสง่
างามตามลั
กษณะบุ
รุ
ษเพศ ลั
ศยะ เป็
นนาฏกรรมให้
เห็
นถึ
งความประณี
ต อ่
อนหวาน
นุ ่
มนวลตามลั
กษณะอิ
ตถี
เพศ ในตํ
ารานี
้
ย ั
งได้
กล่
าวถึ
ง ดนตรี
สํ
าหรั
บนาฏศิ
ลป์
ใน 3 ลั
กษณะ คื
อ
สวาระ (ตั
วโน้
ต) อาโตธยะ (เสี
ยงจากเครื่
องดนตรี
) และปฏะ (เสี
ยงร้
องเพลง)
จากแนวคิ
ดทฤษฎี
ดั
งกล่
าว ผู
้
วิ
จั
ยนํ
ามาใช้
ในเป็
นแนวทางในการวิ
เคราะห์
ศิ
ลปะการแสดง
ที่
พั
ฒนาจากศิ
ลปะสถาปั
ตยกรรมขอมโบราณในไทย และกั
มพู
ชา
ทฤษฎี
โพเอติ
กา
ทฤษฎี
โพเอติ
กา ของอริ
สโตเติ
้
ล (อ้
างถึ
งในสุ
รพล วิ
รุ
ฬห์
รั
กษ์
. 2544 : 87-95) เป็
น
แนวคิ
ดทฤษฎี
รากฐานของนาฏศิ
ลป์
ในโลกตะวั
นตกที่
แพร่
หลายมาสู
่
โลกตะวั
นออก ทฤษฎี
นี
้
จะ
กล่
าวถึ
งการเลี
ยนแบบ (Fromiation) โดยมองว่
ามนุ
ษย์
โดยทั
่
วไปจะมี
สั
ญชาติ
ญาณในการเลี
ยนแบบ
และแสดงออกด้
วยการพู
ด การเขี
ยน การแสดงท่
าทาง ดนตรี
ใช้
จั
งหวะและเป็
นการผสมผสานของ
เสี
ยงส่
วนนาฏกรรมจะใช้
เพี
ยงจั
งหวะเท่
านั
้
น การเลี
ยนแบบแต่
ละชนิ
ดมี
ส่
วนประกอบที่
แตกต่
างกั
น
3 ประเภท คื
อ การใช้
สื่
อ (Medium) สิ ่
งที่
เป็
นต้
นแบบ (Objects) และการนํ
าเสนอ (Manner) สื่
อ
คื
อ มหากาพย์
โศกนาฏกรรม สุ
ขนาฏกรรม โคลง กลอน ดนตรี
และคํ
าร้
อง มี
ธรรมชาติ
เหมื
อนกั
น คื
อ เป็
นผลของการเลี
ยนแบบต้
นแบบ คื
อ สิ ่
งที่
ใช้
เป็
นต้
นฉบั
บในการเลี
ยนแบบ ซึ
่
ง
อริ
สโตเติ
้
ลได้
กล่
าวว่
า “ผู
้
แสดงควรเป็
นตั
วแทนของมนุ
ษย์
ในภาพลั
กษณ์
ที่
ดี
กว่
าชี
วิ
ตจริ
ง หรื
อเลว
กว่
าชี
วิ
ตจริ
ง หรื
อเสมื
อนชี
วิ
ตจริ
งของมนุ
ษย์
ก็
ได้
ทํ
านองเดี
ยวกั
บจิ
ตรกรซึ
่
งวาดภาพดี
กว่
าหรื
อด้
อย
กว่
าต้
นแบบ” ส่
วนการนํ
าเสนอ คื
อ รู
ปแบบหรื
อวิ
ธี
การต่
าง ๆ ที่
ผู
้
คิ
ดประดิ
ษฐ์
หรื
อจิ
ตกรนํ
าเสนอการ
เลี
ยนแบบของตน อาจใช้
วิ
ธี
การพรรณนาหรื
อการแสดง
แนวคิ
ดทฤษฎี
โพเอติ
กาของอริ
สโตเติ
้
ลแบ่
งองค์
ประกอบการแสดงออก เป็
นโครงเรื่
อง
(Plot) ตั
วละคร (Charaction) ความคิ
ด (Thought) คํ
าพู
ด (Diction) เพลง (Song) และความตระการ
ตา (Spectacle) โครงเรื่
อง คื
อ ลํ
าดั
บเหตุ
การณ์
หรื
อการดํ
าเนิ
นเรื่
องที่
มี
การเริ
่
มต้
น มี
ตอนดํ
าเนิ
น
เรื่
องและตอนจบ ทั
้
งนี
้
จะต้
องมี
ความเป็
นเอกภาพของเรื่
อง คื
อ การนํ
าเหตุ
การณ์
ของตั
วละครเอกที่
สอดคล้
องกั
นมาเรี
ยบเรี
ยงให้
เป็
นเนื
้
อเดี
ยวกั
น หรื
อเป็
นเอกภาพ ตั
วละครหรื
อผู
้
แสดงที่
เลี
ยนแบบ
บุ
คคลต้
นแบบควรทํ
าให้
เป็
นไปตามความเป็
นจริ
งของชี
วิ
ต ขณะเดี
ยวกั
นก็
ต้
องมี
ความงดงามตาม
หลั
กความคิ
ดของตั
วละครอาจจะทราบได้
จากคํ
าพู
ด และการกระทํ
า นอกจากนี
้
เพลงก็
เป็
นส่
วน
สํ
าคั
ญ เพื่
อสร้
างสรรค์
และโน้
มน้
าวคนดู
เพื่
อให้
ได้
อรรถรส ดั
งนั
้
น ทํ
านองเพลง จั
งหวะ และ
ฉั
นทลั
กษณ์
จึ
งเป็
นแนวทางหนึ
่
งที่
นํ
ามาวิ
เคราะห์
ว่
าเหมาะสมกั
บเหตุ
การณ์
และอารมณ์
ความรู
้
สึ
ก
ของการแสดง