Page 43 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

25
กว้
างขวางในการปฏิ
บั
ติ
ทางพิ
ธี
กรรม ความหมายทั
งหมดจะถู
กนํ
ามารวมกั
นเข้
าเป็
นสิ ่
งหนึ
งสิ ่
งเดี
ยว
และมี
ผลสามารถทํ
าให้
บุ
คคลหรื
อกลุ
มสั
งคมแสดงการกระทํ
าอย่
างที่
ตนเองนั
นมี
ความปรารถนา
สั
ญลั
กษณ์
จึ
งมี
หน้
าที่
ด้
านการสํ
านึ
กรู
ปลดปล่
อยอารมณ์
และแสดงออกมาตามความต้
องการ
เทิ
ร์
นเนอร์
ได้
ทํ
าความเข้
าใจสั
งคม โดยการมองผ่
านพิ
ธี
กรรม เพราะเห็
นว่
าการ
แสดงในพิ
ธี
กรรมช่
วงหนึ
ง ๆ เกิ
ดขึ
นในกระบวนการทางสั
งคม สั
ญลั
กษณ์
ต่
าง ๆ ในพิ
ธี
กรรมนั
นมี
ความสั
มพั
นธ์
กั
บกระบวนการทางสั
งคมและเป็
นกระบวนการที่
สื
บเนื่
องกั
น โต้
ตอบกั
นอย่
างมี
เหตุ
ผลระหว่
างภาวะคุ
ณสมบั
ติ
ที่
มี
โครงสร้
าง ภาวะคุ
ณสมบั
ติ
ไร้
โครงสร้
าง และเมื่
อมนุ
ษย์
ได้
รั
การตอบสนองอย่
างเพี
ยงพอ ก็
จะหวนกลั
บมาสู
ภาวะแห่
งคุ
ณสมบั
ติ
มี
โครงสร้
างอี
กครั
ง จึ
งทํ
าให้
ภาวะทั
งสองไม่
สามารถดํ
ารงอยู
อย่
างโดดเดี่
ยวได้
หากแต่
เกี่
ยวเนื่
องกั
นเป็
นกระบวนการความ
แตกต่
างระหว่
างภาวะทั
งสอง สามารถเห็
นได้
จากสั
ญลั
กษณ์
ที่
แสดงออกมาในรู
ปแบบของ
วั
ฒนธรรมต่
าง ๆ คื
อ “พิ
ธี
กรรม” แนวคิ
ดสั
ญลั
กษณ์
ของเทิ
ร์
นเนอร์
เป็
น แนวทางการศึ
กษาคุ
ณสมบั
ติ
ของสั
ญลั
กษณ์
ว่
า มี
ความโดดเด่
นและชั
ดเจน มี
ความเป็
นเอกภาพหรื
อมี
ขั
วของความหมายที่
โต้
ตอบ
กั
นอย่
างเป็
นเหตุ
เป็
นผลระหว่
างภาวะคุ
ณสมบั
ติ
ไร้
โครงสร้
าง กั
บภาวะคุ
ณสมบั
ติ
มี
โครงสร้
าง ซึ
ภาวะทั
งสองมี
ความเกี่
ยวข้
องสื
บเนื่
องกั
นตลอดเวลา เป็
นกระบวนการความแตกต่
างระหว่
างภาวะ
ทั
งสอง โดยสามารถเห็
นได้
จากสั
ญลั
กษณ์
ที่
ถู
กแสดงออกมาในรู
ปแบบพิ
ธี
กรรม
2.
แนวคิ
ดทฤษฎี
ระบบสั
ญลั
กษณ์
ของเกี
ยร์
ส (Geertz. 1973)
แนวคิ
ดของนั
มานุ
ษยวิ
ทยาสั
ญลั
กษณ์
มองว่
า ระบบสั
ญลั
กษณ์
มาจากกระบวนการทํ
างานของระบบความคิ
(Cognitive system) ในใจของมนุ
ษย์
ซึ
งเป็
นระบบเชิ
งนามธรรมที่
ลึ
กซึ
ง ระบบความคิ
ดของมนุ
ษย์
จะถู
กสะท้
อนให้
เห็
นด้
วยพฤติ
กรรมของมนุ
ษย์
นั
นเอง ที่
ชั
ดเจนมาก คื
อ ภาษา(Verbal action) และ
ความเชื่
อ หรื
อศาสนาที่
จะปรากฏอยู
ในรู
ปของนิ
ยายปรํ
าปรา (Myth) และ ความขลั
งความศั
กดิ
สิ
ทธิ
นอกจากนี
พฤติ
กรรมทางด้
านกายภาพของมนุ
ษย์
หรื
อการแสดงออกทางการกระทํ
า (Body action)
ผู
สร้
างสื่
อต้
องการที่
จะสื่
อความคิ
ดของตน ของคนหรื
อของกลุ
มใด ๆ ให้
ผู
อื่
นได้
รั
บรู
และเข้
าใจจึ
ต้
องใส่
ใจความหมาย (Encode) ลงไปในคํ
าพู
ด หรื
อในการกระทํ
าที่
จะสื่
อกั
บผู
อื่
นให้
สามารถตี
ความ
หรื
อถอดความหมายของคํ
าพู
ด และการกระทํ
านั
นได้
(Decode) ลงในระบบสั
ญลั
กษณ์
(Symbolism)
หมายถึ
ง การตี
ความหมายหลายชั
นมี
ทั
งตั
วแทนความหมาย และตั
วที่
ถู
กแทนความหมาย ซึ
งอาจไม่
เกี่
ยวข้
องกั
นมาก แต่
เป็
นการสื่
อแทนความหมายโดย “อิ
สระ” หรื
อ ตามอํ
าเภอใจ (Arbitrary) โดย
การตกลงกั
นเอง หรื
อ เป็
นกฎเกณฑ์
ในระหว่
างผู
แทนในสั
งคมเดี
ยวกั
จากแนวคิ
ดดั
งกล่
าว ผู
วิ
จั
ยได้
นํ
ามาใช้
เป็
นกรอบในการศึ
กษาปั
จจั
ย และรู
ปแบบการ
ผสมผสานทางวั
ฒนธรรมจากศิ
ลปะสถาปั
ตยกรรมขอม ซึ
งถื
อว่
าเป็
นสั
ญลั
กษณ์
ศั
กดิ
สิ
ทธิ
ของกลุ
อารยธรรมขอม ที่
เชื่
อมโยงกั
บระบบอื่
น ๆ อย่
างไรก็
ตาม ในการวิ
เคระห์
ปั
จจั
ยที่
ทํ
าให้
เกิ
ดการ