19
ศาสนาพราหมณ์
(ฮิ
นดู
) ในประเทศไทย
ศาสนาพราหมณ์
เข้
าสู
่
ประเทศไทยมี
มานานและซึ
มซั
บอยู
่
ในวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนไทยมาตั
้
งแต่
เกิ
ด
จากจดหมายเหตุ
และพงศาวดารที่
มี
อยู
่
ก็
กล่
าวถึ
งตั
้
งแต่
ครั
้
งที่
ไทยเรานั
บถื
อพุ
ทธศาสนาแล้
ว ไม่
ได้
กล่
าวถึ
งพราหมณ์
โดยเฉพาะ ดั
งนั
้
น นั
กประวั
ติ
ศาสตร์
จึ
งอาศั
ยหลั
กฐานจากซากโบราณสถาน
โบราณวั
ตถุ
เป็
นสํ
าคั
ญตามลั
กษณะภู
มิ
ประเทศ สมั
ยโบราณ เข้
าใจว่
าศาสนาพราหมณ์
เข้
าสู
่
ดิ
นแดน
ส่
วนนี
้
โดยทางบกด้
านตะวั
นตกเฉี
ยงเหนื
อเป็
นครั
้
งแรก ศาสนาพราหมณ์
คงจะแพร่
จากอิ
นเดี
ยมา
ทางพม่
า เพราะครั
้
งนั
้
นการติ
ดต่
อทางบกสะดวกและใกล้
กว่
ามาทางทะเล อี
กทางหนึ
่
งก็
สั
นนิ
ษฐาน
ว่
า คงแพร่
จากอิ
นเดี
ยไปสู
่
ภู
มิ
ภาคนี
้
มาตั
้
งแต่
ยุ
คฟู
นาน ดั
งกล่
าวมาในเบื
้
องต้
น ทั
้
งนี
้
เพราะพราหมณ์
เกาณฑิ
ณยะได้
เข้
ามามี
อํ
านาจปกครองอาณาจั
กรฟู
นานตั
้
งแต่
พุ
ทธศตวรรษที่
7 เกาณฑิ
ณยะคงจะ
นั
บถื
อพระศิ
วะมาก่
อน เมื่
อเข้
าสู
่
ฟู
นานก็
ได้
นํ
าเอาลั
ทธิ
นี
้
มาด้
วย จะเห็
นได้
ว่
าศาสนาพราหมณ์
ได้
มี
ความเกี่
ยวข้
องกั
บราชสํ
านั
กของฟู
นานตลอดมาถึ
งราชสํ
านั
กของไทยด้
วย เช่
น พราหมณ์
ได้
เป็
นที่
ปรึ
กษาและเป็
นราชปุ
โรหิ
ตในราชสํ
านั
ก เป็
นต้
น
ข้
อสั
นนิ
ษฐานอี
กอย่
างคื
อภาษา ภาษาสั
นสกฤตได้
แพร่
หลายอยู
่
ในย่
านนี
้
มาก่
อนบาลี
ผู
้
ที่
ใช้
ภาษาสั
นสกฤตก็
คื
อพราหมณ์
และพุ
ทธศาสนิ
กายมหายานและนิ
กายสรวาสติ
วาทิ
น แต่
มหายาน
และสรวาสติ
วาทิ
นเจริ
ญขึ
้
นในสมั
ยหลั
ง ผู
้
ที่
นํ
าสั
นสกฤตเข้
ามาใช้
ครั
้
งแรกจึ
งน่
าจะเป็
นพวกพราหมณ์
ส่
วนหลั
กฐานที่
แน่
นอน (แม้
จะมี
ขึ
้
นในยุ
คหลั
ง แต่
ก็
เป็
นหลั
กฐานเชื่
อได้
) คื
อ
โบราณสถานวั
ตถุ
ทางศาสนาพราหมณ์
เช่
นเขาพระวิ
หาร ปราสาทหิ
นเขาพนมรุ
้
ง ที่
อํ
าเภอนางรอง
จั
งหวั
ดบุ
รี
รั
มย์
ปราสาทหิ
นเขาพนมวั
นจั
งหวั
ดนครราชสี
มา ศาลพระกาฬ จั
งหวั
ดลพบุ
รี
เทวสถาน
จั
งหวั
ดสุ
โขทั
ย หอพระยม จั
งหวั
ดนครศรี
ธรรมราช เทวสถาน จั
งหวั
ดเพชรบุ
รี
เทวสถานเมื
องศรี
เทพ จั
งหวั
ดเพชรบู
รณ์
เป็
นต้
น ซึ
่
งเคยเป็
นที่
ประดิ
ษฐ์
เทวรู
ปต่
างๆ เกี่
ยวกั
บศาสนาพราหมณ์
เทวรู
ป
ต่
างๆ ที่
ค้
นพบในเมื
องไทย นั
กโบราณคดี
ได้
จั
ดไว้
เป็
นพวกเทวรู
ปรุ
่
นเก่
า อายุ
อยู
่
ในราวพุ
ทธ
ศตวรรษที่
12 - 14
เทวรู
ปที่
เก่
าที่
สุ
ดในประเทศไทยหรื
อภู
มิ
ภาคเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
คงเป็
นเทวรู
ปที่
ค้
นพบทางภาคใต้
ของประเทศไทย เช่
นเทวรู
ปพระนารายณ์
ศิ
ลา ซึ
่
งค้
นพบที่
อํ
าเภอไชยา จั
งหวั
ดสุ
ราษฎร์
ธานี
(เวลานี
้
อยู
่
ที่
พิ
พิ
ธภั
ณฑสถานแห่
งชาติ
กรุ
งเทพมหานคร) คาดว่
ามี
อายุ
ราวพุ
ทธศตวรรษ
ที่
9 – 10 เพราะแสดงให้
เห็
นอิ
ทธิ
พลของศิ
ลปิ
นอิ
นเดี
ยสมั
ยมถุ
รา และอมราวดี
(พุ
ทธศตวรรษที่
6
– 9) โดยเฉพาะการถื
อสั
งข์
ด้
วยหั
ตถ์
ซ้
ายล่
าง ย ั
งได้
พบเทวรู
ปแบบนี
้
ในเขตจั
งหวั
ดนครศรี
ธรรมราช
อี
ก 2 องค์
มี
อี
กจํ
านวนหนึ
่
งซึ
่
งมี
ลั
กษณะคล้
ายเทวรู
ปของศิ
ลปิ
นอิ
นเดี
ยสมั
ยหลั
งคุ
ปตะ คื
อศิ
ลปะ
สมั
ยราชวงศ์
ปั
ลลวะ (ทางภาคตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
ของอิ
นเดี
ย) ในราวพุ
ทธศตวรรษที่
12 เป็
นอย่
าง
มาก เทวรู
ปส่
วนใหญ่
เป็
นรู
ปพระนารายณ์
4 กร ยื
นถื
อสั
งข์
จั
กร คทา ดอกบั
วหรื
อธรณี
สวม