311
การรั
กษาสุ
ขภาพตามแบบฉบั
บของชาวบ้
านก็
ตาม 3) ท่
ารํ
าจากภาพศิ
ลาจํ
าหลั
กปราสาทศี
ขรภู
มิ
และปราสาทนครวั
ดในยุ
คพระนครซึ
่
งรั
บอารยธรรมอิ
นเดี
ยโบราณ ที่
เชื่
อในเทพเจ้
าต่
างๆ ระบํ
า
อั
ปสรสราญเลี
ยนแบบท่
ารํ
าจากภาพศิ
ลาจํ
าหลั
กปราสาทศี
ขรภู
มิ
และปราสาทนครวั
ด
เนื
้
อหาการรํ
า
แสดงถึ
งความสง่
างามของเหล่
านางเทพอั
ปสรออกมาร่
ายรํ
าอวยพรแสดงอารมณ์
สนุ
กสนาน
ด้
าน
ดนตรี
ใช้
วงกั
นตรึ
มพื
้
นบ้
านที่
เล่
นในพิ
ธี
กรรมความเชื่
อ ที่
ชาวบ้
านเชื่
อว่
า แถนสั ่
งให้
ทํ
าเพื่
อให้
เหมาะสมกั
บการฟ้
อนรํ
า
เช่
น ในพงศาวดารล้
านช้
าง (ตํ
านานขุ
นบรม) ได้
กล่
าวถึ
งการฟ้
อนรํ
า
ความว่
า “พระยาแถนหลวง” ได้
ส่
ง “ศรี
คั
นธพระเทวดาลงมาบอกสอนคนทั
้
งหลายให้
เฮ็
ดฆ้
องกลอง
กรั
บ เจแวง ปี่
พาทย์
พิ
ณเพี
้
ยะ เพลงกลอนได้
สอนให้
ดนตรี
ทั
้
งมวลและเล่
าบอก ส่
วนครู
อั
นขั
บ
ฟ้
อนฮ่
อนนะสิ ่
งสว่
าง ระเมงละมางทั
้
งมวลถ้
วนแล้
ว” เพื่
อว่
าประชาชนจะได้
มี
“เครื่
องอั
นจั
กเล่
น จั
ก
หั
ว แลเสพรํ
าคํ
าขั
บทั
้
งมวล” (หอสมุ
ดแห่
งชาติ
. 2506 : 8) จากหลั
กฐานดั
งกล่
าวแสดงให้
เห็
นว่
า
ชาวบ้
านมี
ความเชื่
อว่
าพระยาแถนหลวงผู
้
เป็
นใหญ่
ในหมู
่
เทวดา สั
่
งเทวดามาฝึ
กสอนมนุ
ษย์
ให้
รู
้
จั
ก
ทํ
าเครื่
องดนตรี
การขั
บร้
อง และการฟ้
อนรํ
า ดั
งนั
้
น การฟ้
อนรํ
า การเล่
นดนตรี
ได้
เกิ
ดขึ
้
นและพั
ฒนา
มาในชุ
มชนต่
างๆ ที่
ก่
อตั
้
งเป็
นอาณาจั
กรมานานแล้
วนั
บแต่
สมั
ยทวาราวดี
ศรี
วิ
ชั
ย ละโว้
เชี
ยงแสน
ก่
อนที่
จะถึ
งยุ
คสุ
โขทั
ย เช่
นเดี
ยวกั
บในพิ
ธี
กรรมของอิ
นเดี
ยที่
เชื่
อว่
าเทพหรื
อเทวดาทรงฟ้
อนรํ
า เล่
น
ดนตรี
ด้
านดนตรี
ในระบํ
าอั
ปสรสราญ ใช้
วงกั
นตรึ
ม ที่
เล่
นในพิ
ธี
กรรมมม็
วต เพื่
อบู
ชาผี
มาในอดี
ต
ด้
านการแต่
งกาย
มี
การผสมผสานการแต่
งกายจากภาพนางอั
ปสรในปราสาทศี
ขรภู
มิ
ปราสาทนคร
วั
ด เชื่
อมโยงกั
บอั
ตลั
กษณ์
ท้
องถิ
่
น คื
อ ผ้
าไหม และประเกื
อมสุ
ริ
นทร์
เพื่
อสะท้
อนวั
ฒนธรรมและ
สุ
นทรี
ยภาพ
ระบํ
าอั
ปสราของกั
มพู
ชา สร้
างขึ
้
นในปี
ค.ศ.1962 โดย สมเด็
จพระนางเจ้
าศรี
สวั
สดิ
์
กุ
สุ
มา
นารี
รั
ตน์
พระมหาชนนี
ของพระบาทนโรดม สี
หนุ
ร่
วมกั
บครู
ระบํ
านาฏศิ
ลป์
อี
กหลายท่
าน ระบํ
า
อั
ปสรา แต่
งกายตามแบบภาพนางอั
ปสราปราสาทนครวั
ด ท่
ารํ
าเป็
นท่
ารํ
าพื
้
นฐานของระบํ
าท่
วงท่
า
โบราณเขมร ตั
วเอกระบํ
าอั
ปสราคนแรก คื
อ เจ้
าหญิ
งบุ
ปผาเทวี
ธิ
ดาของพระบาทนโรดม สี
หนุ
แสดงเผยแพร่
ครั
้
งแรกในปี
ที่
สร้
างระบํ
านี
้
ขึ
้
น ต่
อมามี
คนนิ
ยมจนมี
ชื่
อเสี
ยงโด่
งดั
งทั
่
วโลก การ
ผสมผสานของระบํ
าอั
ปสรา เป็
นแบบแนวตั
้
ง คื
อ จากราชสํ
านั
ก โดยกรมศิ
ลปากรเป็
นผู
้
กํ
าหนด
แบบแผนท่
ารํ
า ดนตรี
การแต่
งกาย ก่
อนที่
จะเผยแพร่
สู
่
ประชาชน ด้
านท่
ารํ
ามี
การผสมผสานท่
ารํ
า
จากระบํ
าท่
วงท่
าโบราณหรื
อระบํ
าเทวะขอม เป็
นท่
ารํ
าดั
้
งเดิ
มที่
ใช้
ในการรํ
าถวายเทพเจ้
าในศาสนา
พราหมณ์
ซึ
่
งเป็
นท่
าแม่
บท (เพชร ตุ
มกระวิ
ล. 2548) ที่
เชื่
อมโยงกั
บนาฏศิ
ลป์
ไทยในอดี
ต โดยไม่
มี
การปรั
บเปลี่
ยนใดๆ ลี
ลาท่
ารํ
าระบํ
าอั
ปสรา น่
าจะนํ
าแบบอย่
างมาจากลั
กษณะการการเคลื่
อนไหว
ของพญานาค (ภุ
ชงคลี
ลา) เพราะเขมรนั
บตั
วเองว่
า เป็
นผู
้
สื
บทอดเผ่
าพั
นธุ
์
มาจากนาค หรื
อมี
บรรพ
บุ
รุ
ษเป็
นนาค ซึ
่
งชาวเขมรเรี
ยกตั
วเองว่
า นาค เขมรสองคน เรี
ยกว่
า เขมรสองนาค (ในภาษาเขมร