310
ประเทศไทย เป็
นการผสมผสานที่
ผ่
านระบบคิ
ดจากนั
กนาฏยประดิ
ษฐ์
คื
อ ผู
้
ช่
วยศาสตราจารย์
ดร.
เครื
อจิ
ต ศรี
บุ
ญนาค ซึ
่
งเป็
นครู
สอนนาฏศิ
ลป์
ในมหาวิ
ทยาลั
ยราชภั
ฏสุ
ริ
นทร์
สร้
างขึ
้
น เมื่
อปี
พ.ศ.2535 แสดงครั
้
งแรกในงาน 100 ปี
การฝึ
กหั
ดครู
ไทย ที่
เวที
กลางแจ้
งศาลากลางจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ขยายลงสู
่
ชุ
มชน มี
การนํ
าไปปรั
บประยุ
กต์
ให้
เข้
ากั
บพื
้
นที่
ของตน ทํ
าให้
เกิ
ดความรู
้
ความเข้
าใจและ
รั
กในท้
องถิ ่
นเพิ ่
มความสั
มพั
นธ์
ที่
ดี
ในชุ
มชน และมี
ผลต่
อด้
านวั
ฒนธรรม เศรษฐกิ
จ การปกครอง ที่
เชื่
อมโยงเข้
าสู
่
ระบบการศึ
กษา มี
การพลิ
กฟื
้
นวั
ฒนธรรมความเชื่
อจากศิ
ลปะขอมขยายลงสู
่
ท้
องถิ ่
น
เช่
น จั
ดแสดงตามโรงเรี
ยน และตามปราสาท เป็
นต้
น
ด้
านท่
ารํ
า
มี
การผสมผสานท่
ารํ
า 3 ส่
วน คื
อ
1) ท่
ารํ
าที่
เป็
นแบบแผนจากราชสํ
านั
กไทยซึ
่
งรั
บอิ
ทธิ
พลจากอิ
นเดี
ย เพราะชาวฮิ
นดู
เชื่
อว่
าพระอิ
ศวร
ทรงฟ้
อนรํ
ามี
พระภรตฤาษี
ทรงจดบั
นทึ
กท่
ารํ
า 108 ท่
า ปรากฏตามตํ
านานการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ยที่
พั
ฒนาจนเป็
นรู
ปแบบของตนเอง ความเชื่
อเรื่
องเทพทรงสอนท่
ารํ
า ปรากฏในตํ
านานการฟ้
อนรํ
า
พื
้
นบ้
านของโนราภาคใต้
นอกจากนี
้
ย ั
งมี
หลั
กฐานการขุ
ดค้
นพบรู
ปปั
้
นดิ
นเผาหรื
อรู
ปศิ
ลาจํ
าหลั
ก ใน
สมั
ยทวารวดี
(ราวพุ
ทธศตวรรษที่
11–16) เป็
นรู
ปนั
กดนตรี
และรู
ปท่
าร่
ายรํ
า หลั
กฐานเหล่
านี
้
แสดง
ถึ
งการฟ้
อนรํ
าในยุ
คนครรั
ฐต่
างๆ ซึ
่
งสั
นนิ
ษฐานว่
าได้
รั
บอิ
ทธิ
พลมาจากอิ
นเดี
ย นอกจากนี
้
ย ั
งมี
ข้
อความที่
กล่
าวถึ
งการฟ้
อนรํ
า ในศิ
ลาจารึ
กหลั
กที่
21 พบที่
ศาลเจ้
าเมื
องลพบุ
รี
(สั
นนิ
ษฐานว่
าจารึ
ก
ขึ
้
นใน พุ
ทธศตวรรษที่
16) ความว่
า “บรรดาเทพเจ้
าในเมื
องละโว้
ซึ
่
งมี
นางระบํ
ากั
บนั
กร้
องเพลง
ข้
าพเจ้
ากั
ลปนานางระบํ
า 1 คน นั
กร้
อง1 คน นั
กดี
ด 1คน นั
กสี
1 คน ทํ
าการรั
บใช้
ของพระกั
มรเตง
อั
ญศรี
บรมวาสุ
เทพ ทุ
กวั
น…” (ยอร์
ช เซเดส์
. 2504) ซึ
่
งเป็
นข้
อมู
ลที่
ชี
้
ให้
เห็
นว่
ากํ
าเนิ
ดท่
ารํ
า ดนตรี
มี
พื
้
นฐานจากความเชื่
อในศาสนาพราหมณ์
นํ
ามาพั
ฒนาเป็
นระบํ
าต่
างๆ และบรรจุ
ไว้
ในหลั
กสู
ตร
นาฏศิ
ลป์
2) ท่
ารํ
าพื
้
นบ้
าน มี
การเชื่
อมโยงกั
บการบู
ชาผี
ในอดี
ต การเล่
นแถนของล้
านช้
างหรื
อลาวที่
สื
บทอดกั
นมา ซึ
่
งเชาวนะ หนุ
นชู
(2553, ตุ
ลาคม 25) เล่
าว่
า “... พญาแถนเป็
นมนุ
ษย์
ที่
ประกอบ
คุ
ณงามความดี
จึ
งเกิ
ดเป็
นเทวดาบนสวรรค์
วั
นหนึ
่
งอยากสนุ
กเหมื
อนอยู
่
บนสวรรค์
จึ
งมาสิ
งร่
าง
มนุ
ษย์
ให้
เกิ
ดเจ็
บป่
วย ผู
้
ป่
วยจะต้
องร่
ายรํ
าหาความสุ
ขสํ
าราญ ที่
เรี
ยกว่
า เล่
นแถน เพื่
อให้
ร่
างพญาแถน
ได้
รั
บความสนุ
กสนานแล้
วอาการเจ็
บป่
วยก็
จะหายไป...” ถ้
าพิ
จารณาพิ
ธี
กรรมของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ต่
างๆ ในภาคอี
สาน เช่
น พิ
ธี
กรรมมม็
วต พิ
ธี
กรรมแกลมอ แกลออของกลุ
่
มวั
ฒนธรรมเขมร-ส่
วย
พิ
ธี
กรรมเสี่
ยงข้
อง พิ
ธี
กรรมผี
ฟ้
าผี
แถนของกลุ ่
มวั
ฒนธรรมไทย-ลาว พิ
ธี
เหยาผี
นํ
้
าของกลุ ่
มภู
ไท พิ
ธี
กรรมโส้
ทั ่
งบั
้
ง ของกลุ ่
มชนเผ่
าโซ่
เหล่
านี
้
ล้
วนจั
ดขึ
้
นเพื่
อเซ่
นบู
ชาผี
เทวดา และสิ
่
งศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ซึ
่
งมี
ความเชื่
อมโยงกั
น และเป็
นอี
กสภาวะหนึ
่
งที่
เอื
้
อให้
เกิ
ดรู
ปแบบการสร้
างสรรค์
งานศิ
ลปะการแสดง
ขึ
้
น เพราะในพิ
ธี
กรรมต่
างๆ ต้
องอาศั
ยองค์
ประกอบการแสดงซึ
่
งมี
ท่
ารํ
า ดนตรี
การแต่
งกาย และ
บทสวดคาถาเพื่
อสื่
อสารกั
บสิ ่
งศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ทั
้
งหลาย บางครั
้
งการทํ
าพิ
ธี
เข้
าทรงหรื
อพิ
ธี
ที่
เชื่
อว่
าจะ
สามารถมี
อํ
านาจฤทธิ
์
เดชเหนื
อผู
้
อื่
น ล้
วนต้
องอาศั
ยการแสดงทั
้
งสิ
้
น ถึ
งแม้
จะมี
จุ
ดมุ
่
งหมายหลั
กเพื่
อ