13
อานั
นท์
ปั
ญยารชุ
น.(2543 กุ
มภาพั
นธ์
ปี
ที่
21 ฉบั
บที่
4 ) เขี
ยนงานเกี่
ยวกั
บ ชนชั
้
น
วรรณะจากอิ
นเดี
ย... สู
่
กั
มพู
ชา โดยกล่
าวว่
า ภายหลั
งที่
ได้
รั
บพุ
ทธศาสนาและศาสนาฮิ
นดู
จาก
ประเทศอิ
นเดี
ย ก็
ทํ
าให้
ประเทศกั
มพู
ชาได้
นํ
าศาสนาทั
้
งสองเข้
ามาเป็
นหลั
กในวิ
ถี
ชี
วิ
ตของประชาชน
และราชสํ
านึ
ก โดยเฉพาะอย่
างยิ
่
งทางด้
านวรรณกรรมและศิ
ลปกรรม ภาษาสั
นสกฤตซึ
่
งเป็
นภาษา
ของคั
มภี
ร์
ที่
ศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ได้
รั
บการถ่
ายทอดมาสู
่
ผู
้
ทรงความรู
้
ชาวเขมร โดยนั
กปราชญ์
เขมรเหล่
านี
้
สามารถพู
ดและเขี
ยนภาษาสั
นสกฤตได้
ดี
ยิ
่
งจนหาที่
ตํ
าหนิ
มิ
ได้
จารึ
กทั
้
งหลายในศาสนสถานมั
กจะ
ประพั
นธ์
ด้
วยภาษาสั
นสกฤตที่
ถู
กต้
องสมบู
รณ์
และเป็
นภาษาที่
งดงามสละสลวย คั
มภี
ร์
โบราณซึ
่
ง
ได้
แก่
คั
มภี
ร์
พระเวท และอุ
ปนิ
ษั
ท ได้
แพร่
เข้
ามาในระยะแรกเริ
่
ม แต่
ไม่
ปรากฏหลั
กฐานที่
เด่
นชั
ด
หากแต่
ชาวเขมรกลั
บให้
ความสํ
าคั
ญแก่
มหากาพย์
ที่
สํ
าคั
ญ 2 เรื่
อง คื
อ รามายณะและมหาภารตะ
มากกว่
า เรื่
อง รามายณะ เล่
าถึ
งประวั
ติ
ของพระรามซึ
่
งเป็
นโอรสของกษั
ตริ
ย์
แห่
งกรุ
งอโยธยาและ
เป็
นอวตารแห่
งพระวิ
ษณุ
ภายหลั
งที่
พระรามถู
กเนรเทศจากราชบั
ลลั
งก์
แห่
งพระราชบิ
ดาจึ
งได้
เสด็
จ
ออกป่
ารอนแรมไปพร้
อมกั
บนางสี
ดาพระชายาและพระลั
กษมณ์
ราชอนุ
ชา ต่
อมาทศกั
ณฐ์
ได้
ลั
กพา
นางสี
ดาไปกั
กขั
งไว้
ย ั
งกรุ
งลั
งกา กั
บทั
้
งพระรามทรงพบกั
บเหล่
าเสนาวานรทั
้
งหลาย มหากาพย์
ได้
ลงท้
ายด้
วยการบรรยายถึ
งการรบพุ
่
งระหว่
างกองทั
พของพระรามและทศกั
ณฐ์
ภายหลั
งที่
ทศกั
ณฐ์
ปราชั
ยแล้
วนางสี
ดาก็
เสด็
จกลั
บคื
นมาสู
่
พระสวามี
และได้
เสด็
จกลั
บกรุ
งอโยธยาพร้
อมกั
น สํ
าหรั
บ
มหาภารตะ นั
้
นได้
แสดงถึ
งการสั
ประยุ
ทธ์
ระหว่
างเชื
้
อสายของชาวภารตะอั
นได้
แก่
พวกปาณฑพ 5
องค์
กั
บพวกเการพในการสงครามครั
้
งนี
้
พระกฤษณะซึ
่
งเป็
นอวตารแห่
งพระวิ
ษณุ
กั
บพระเชษฐาคื
อ
พระพลรามได้
เข้
าร่
วมกั
บฝ่
ายปาณฑพ มหากาพย์
ได้
ปิ
ดท้
ายลงด้
วยการบรรยายถึ
งการรบพุ
่
งที่
แสน
เศร้
า ณ ทุ ่
งกุ
รุ
เกษตรด้
วยการสู
ญเสี
ยไพร่
พลของทั
้
งสองฝ่
าย เนื
้
อความที่
มี
ความไพเราะที่
สุ
ดในมหา
กาพย์
มหาภารตะ คื
อ “ภควั
ตคี
ตา” พระพระกฤษณะได้
แสดงหลั
กธรรมที่
สํ
าคั
ญของลั
ทธิ
ไวษณพ
นิ
กายในการรบ ณ ทุ
่
งกุ
รุ
เกษตร
นอกเหนื
อจากมหากาพย์
ทั
้
งสองที่
กล่
าวมาแล้
ว ย ั
งมี
คํ
าประพั
นธ์
ของปุ
ราณะที่
มี
เรื่
องราวเกี่
ยวกั
บ
ความกล้
าหาญและทางด้
านปรั
ชญาอี
กเป็
นจํ
านวนมาก
ประเทศอิ
นเดี
ยได้
ถ่
ายทอดหลั
กการบางประการทางด้
านสถาปั
ตยกรรมให้
แก่
กั
มพู
ชาใน
หลั
กการของอิ
นเดี
ยนั
้
นศาสนสถานแห่
งแรกๆ เป็
นศาสนสถานที่
ขุ
ดเข้
าไปในภู
เขาดั
งเช่
น ศาสน
สถานที่
พนมดา หรื
อศาสนสถานขนาดเล็
กที่
สร้
างขึ
้
นโดดๆ ประติ
มากรได้
สร้
างรู
ปเทพเจ้
าตาม
รู
ปแบบที่
เกิ
ดขึ
้
นในประเทศอิ
นเดี
ย ในระยะต่
อมาประติ
มากรเหล่
านั
้
นจึ
งค่
อยๆ ที่
จะสร้
าง
ประติ
มากรรมที่
เป็
นลั
กษณะของตนเองได้
ในที่
สุ
ด ระบบสั
งคมของประเทศอิ
นเดี
ยตั
้
งอยู
่
บนระบบ
ของชนชั
้
น สั
งคมอิ
นเดี
ยจํ
าแนกบุ
คคลออกเป็
น 4 วรรณะอั
นได้
แก่
พราหมณ์
หรื
อนั
กบวช กษั
ตริ
ย์
หรื
อนั
กรบแพศย์
หรื
อวาณิ
ช และศู
ทรหรื
อกรรมกร นอกจากชนใน 4 วรรณะนี
้
แล้
วย ั
งมี
บุ
คคลอี
ก