264
ใน พ.ศ. 2466 ช้
าง 2 เชื
อก (ชาวกู
ยใช้
ลั
กษณะนามว่
า ตั
ว) ขายได้
2,000 บาท พ.ศ. 2467 ช้
าง 9
เชื
อก ขายได้
10,480 บาท (กองจดหมายเหตุ
แห่
งชาติ
. 2467)
เมื่
อรู
ปแบบการปกครองจากรั
ฐไทยเข้
ามาควบคุ
มพื
้
นที่
เมื
องบริ
เวณอี
สานตอนล่
าง เส้
นทาง
สํ
าคั
ญของการควบคุ
มก็
ย ั
งใช้
เส้
นทางผ่
านบริ
เวณปราสาทศี
ขรภู
มิ
เช่
น ในปี
พ.ศ. 2456 เจ้
าหน้
าที่
ทางราชการใช้
เส้
นทางผ่
านอํ
าเภอเมื
องสุ
ริ
นทร์
ผ่
านบ้
านเมื
องที
หยุ
ดพั
กที่
บ้
านยางอนั
นต์
ซึ
่
งเป็
นที่
ตั
้
ง
ของอํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
ขณะนั
้
น แล้
วเดิ
นทางผ่
านอํ
าเภอสํ
าโรงทาบ หยุ
ดพั
กที่
บ้
านหนองเรื
อ ท้
องที่
อํ
าเภออุ
ทุ
มพรพิ
สั
ย จั
งหวั
ดศรี
สะเกษ แล้
วเดิ
นทางถึ
งเมื
องศรี
สะเกษ (พระยาสุ
นทรพิ
พิ
ธ เชย.
2515 : 453) เมื่
อมี
สถานี
รถไฟที่
บ้
านระแงง เรี
ยกว่
า สถานี
รถไฟระแงง (ปั
จจุ
บั
นคื
อสถานี
อํ
าเภอ
ศี
ขรภู
มิ
) ใน ปี
พ.ศ. 2469 อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
ได้
ย ้
ายมาตั
้
งที่
บ้
านระแงง ซึ
่
งเป็
นหมู
่
บ้
านตั
้
งอยู
่
ข้
างเคี
ยง
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
ทํ
าให้
เศรษฐกิ
จ สั
งคมเปลี่
ยนแปลงเพิ
่
มขึ
้
น เพราะมี
สิ
นค้
าของป่
า สิ
นค้
าไม้
แปรรู
ป
และสิ
นค้
าการเกษตร เช่
น ข้
าวเปลื
อก สุ
กร จั
ดส่
งทางรถไฟบรรทุ
กเข้
าสู
่
กรุ
งเทพฯโดยมี
พ่
อค้
าคนจี
น
มี
บทบาทในธุ
รกิ
จการค้
าขาย ตลาดศี
ขรภู
มิ
คึ
กคั
กกั
บการไหลเวี
ยนของประชากร และการไหลเวี
ยน
ของสิ
นค้
า เงิ
นตรากลายเป็
นปั
จจั
ยสํ
าคั
ญในการซื
้
อขายสิ
่
งของเครื่
องใช้
ในครั
วเรื
อนของชาวบ้
าน
โดยเฉพาะสิ
นค้
าที่
ผลิ
ตจากโรงงานที่
บรรทุ
กลงที่
ตลาดศี
ขรภู
มิ
ซึ
่
งมี
พ่
อค้
าชาวจี
นเป็
นผู
้
มี
บทบาทใน
การตั
้
งร้
านค้
าริ
มทางรถไฟ การซื
้
อขายกลายเป็
นเศรษฐกิ
จสํ
าคั
ญในเขตตลาดศี
ขรภู
มิ
จนกระทั
่
งถึ
ง
ปั
จจุ
บั
น การเปลี่
ยนแปลงทางเศรษฐกิ
จย ั
งมี
ผลกระทบทางด้
านสั
งคมและวั
ฒนธรรมด้
วย
ด้
านสั
งคมบริ
เวณปราสาทศี
ขรภู
มิ
หรื
อบริ
เวณชุ
มชนทุ
่
งกุ
ดไผท มี
กลุ
่
มเขมรป่
าดงกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
กู
ย เขมร ราว ๆ พุ
ทธศตวรรษที่
19 ลงมาถึ
งพุ
ทธศตวรรษที่
22 ได้
มี
พวกลาวเคลื่
อนย ้
ายมาอยู
่
ในเขตอี
สานใต้
การผสมผสานวั
ฒนธรรมได้
ปรั
บตั
วอย่
างค่
อยเป็
นค่
อยไปเพื่
ออาศั
ยอยู
่
ร่
วมกั
น ถ้
า
พิ
จารณาจากจารึ
กในขอบประตู
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
มี
การระบุ
ถึ
งการซ่
อมแซม และเปลี่
ยนแปลงให้
เป็
นธาตุ
เจดี
ย์
ชี
้
ให้
เห็
นการใช้
ความเชื่
อแนวพุ
ทธศาสนา โดยนํ
าพระพุ
ทธรู
ปมาประดิ
ษฐานในองค์
ปราสาทให้
เป็
นที่
กราบไหว้
บู
ชาของผู
้
คนทุ
กเหล่
าที่
ศรั
ทธาในพระพุ
ทธศาสนา ทํ
าให้
มองเห็
น
รู
ปแบบการปรั
บตั
วในการสร้
างบ้
าน สร้
างเมื
อง และเศรษฐกิ
จร่
วมกั
น ซึ
่
งขณะนั
้
นมี
พระสงฆ์
ผู
้
ใหญ่
ในระดั
บสั
งฆราชรั
บผิ
ดชอบในบทบาทการเสริ
มสร้
างฟื
้
นฟู
โบราณสถานจนเป็
นพุ
ทธศาสนา
ที่
เป็
นรู
ปแบบท้
องถิ ่
นปราสาทศี
ขรภู
มิ
นอกจากนี
้
เราพบว่
าพื
้
นที่
ทุ
่
งกุ
ดไผทกลายเป็
นศู
นย์
กลางของหมู
่
บ้
าน โดยมี
รั
ฐส่
งเสริ
มอย่
าง
ต่
อเนื่
องให้
วั
ดเป็
นศู
นย์
กลางการศึ
กษาของหมู
่
บ้
านมี
พระสงฆ์
เป็
นครู
สอน ปี
พ.ศ. 2445 รั
ฐออก
พระราชบั
ญญั
ติ
ปกครองสงฆ์
เปลี่
ยนตํ
าแหน่
งผู
้
อํ
านวยการศึ
กษามณฑลเป็
นเจ้
าคณะตํ
าบล และมี
เจ้
าพนั
กงานกระทรวงธรรมการออกประจํ
าหน้
าที่
ราชการมณฑล เรี
ยกว่
า ข้
าหลวงธรรมการขึ
้
นอยู
่
ในสมุ
หเทศาภิ
บาล (ซึ
่
งเวลานี
้
เรี
ยกว่
า ข้
าหลวงเทศาภิ
บาล) ขณะนั
้
นวั
ดในเขตศี
ขรภู
มิ
ย ั
งขึ
้
นต่
อเมื
อง