265
สั
งขะ ดั
งเอกสารชั
้
นต้
นเกี่
ยวกั
บการปฎิ
รู
ปการปกครอง พ.ศ. 2428 – 2465 ของสมาคม
ประวั
ติ
ศาสตร์
ในบรมราชู
ปถั
มภ์
สมเด็
จพระเทพรั
ตนราชสุ
ดาฯสยามบรมราชกุ
มารี
(2535 : 24)
กล่
าวว่
า “...ปี
ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) มี
พระครู
บุ
ดสี
เป็
นเจ้
าคณะแขวงอํ
าเภอศรี
ขรภู
มิ
ซึ
่
งมี
วั
ด 25 วั
ด
มี
สี
มาแล้
ว 1 วั
ด มี
2 หมวด อุ
ปั
ชฌาย์
2 รู
ป พระสงฆ์
155 รู
ป สามเณร 85 รู
ป...” อาจพิ
จารณาได้
ว่
า
พุ
ทธศาสนาได้
ยึ
ดเหนี่
ยวแนบแน่
นกั
บจิ
ตใจของชาวบ้
านอย่
างมี
เอกภาพ ท่
ามกลางความแตกต่
างของ
กลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
แต่
อยู
่
ร่
วมกั
นได้
เชื่
อว่
ามี
การปรุ
งแต่
งให้
เข้
ากั
นในความท้
าทายของมิ
ติ
เวลา และการ
ปรั
บเปลี่
ยนตามสภาวะแวดล้
อม เป็
นเครื่
องชี
้
วั
ดถึ
งคุ
ณภาพชี
วิ
ตในวั
ฒนธรรมทางศาสนาเดี
ยวกั
น
ดั
งเอกสารกองจดหมายเหตุ
แห่
งชาติ
. ร.7 ศ.16 /28 เรื่
องขอพระราชทานวิ
สุ
งคามสี
มา. ที่
173/8876
วั
นที่
19 ตุ
ลาคม (2471) และเอกสาร ขอพระราชทานวิ
สุ
งคามสี
มา ของพระครู
วิ
มลศี
ลพรต เจ้
า
คณะจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
(2475) วั
ดบ้
านตรมไพร ตํ
าบลยาง อํ
าเภอศรี
ขรภู
มิ
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
แม้
ว่
าการบริ
การทางคมนาคม การปกครอง สั
งคม เศรษฐกิ
จเปลี่
ยนแปลงไป แต่
เรื่
องภาษา
พื
้
นบ้
านย ั
งดํ
ารงอยู
่
ในชุ
มชน ทั
้
งภาษาเขมร และภาษากู
ย ส่
วนภาษาเขมรนั
้
นเดิ
มชาวบ้
านสามารถ
เขี
ยนอ่
านได้
แต่
ช่
วงหลั
งภาษาเขมรที่
ใช้
เขี
ยนสื่
อความเข้
าใจได้
ลดความสํ
าคั
ญลง ต่
อมาการศึ
กษา
ปรั
บรู
ปแบบพั
ฒนาให้
โรงเรี
ยนแยกพื
้
นที่
จั
ดที่
ศึ
กษาออกจากเขตวั
ด แต่
ไม่
ให้
ความสํ
าคั
ญภาษา
ท้
องถิ ่
น เน้
นการเรี
ยนการสอนใช้
ภาษาไทยเป็
นหลั
กสํ
าคั
ญ เด็
กที่
เรี
ยนในช่
วงหลั
งสงครามโลกครั
้
ง
ที่
2 (หลั
ง พ.ศ. 2488) เมื่
อเติ
บโตเป็
นผู
้
ใหญ่
ก็
สามารถใช้
ภาษาไทยด้
วยการเขี
ยน อ่
านได้
ดี
จุ
ดที่
น่
าสนใจคื
อชาวจี
นสามารถรวมกลุ ่
มทางการศึ
กษาให้
แก่
บุ
ตรธิ
ดาชาวจี
น มี
การเปิ
ด
สอนภาษาจี
น และภาษาไทย ตั
้
งเป็
นโรงเรี
ยนแงงกวงในปี
พ.ศ. 2490 ระยะแรกเปิ
ดสอนในระดั
บ
ประถมศึ
กษา มารดาของผู
้
วิ
จั
ย (นางศรี
สวาท วงษาวดี
เคยเป็
นครู
จ้
างที่
โรงเรี
ยนนี
้
สมั
ยตามคุ
ณตา
ประณต พรชั
ย ซึ
่
งดํ
ารงตํ
าแหน่
งเป็
นศึ
กษาธิ
การจั
งหวั
ดในสมั
ยนั
้
น) มาสอนภาษาไทย (ศรี
สวาท
วงษาวดี
. 2554, เมษายน 12) และในปี
พ.ศ. 2515 รั
ฐให้
เปิ
ดสอนโรงเรี
ยนในสั
งกั
ดกรมสามั
ญศึ
กษา
คื
อ โรงเรี
ยนศี
ขรภู
มิ
พิ
สั
ย โดยเปิ
ดสอนในระดั
บมั
ธยมศึ
กษาตอนต้
น และตอนปลาย
จากบริ
บททางเศรษฐกิ
จ สั
งคมที่
เติ
บโตดั
งกล่
าว ได้
สะท้
อนต่
อความคิ
ดของชุ
มชนรอบ ๆ
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
เริ ่
มตั
้
งแต่
รั
ฐจั
ดให้
มี
แผนพั
ฒนาเศรษฐกิ
จฉบั
บที่
1 (พ.ศ. 2504 – 2509) หน่
วยงาน
ทางราชการ อาทิ
หน่
วยงานทางการปกครอง สถานศึ
กษาจั
ดให้
มี
กิ
จกรรมที่
ปราสาท จั
ดรู
ปแบบ
เป็
นลั
กษณะ “งานปราสาทศี
ขรภู
มิ
” ให้
มี
มหรสพหลายอย่
าง เช่
น ลิ
เก มวย รํ
าวง ภาพยนตร์
และ
การประกวดสาวงามปราสาทศี
ขรภู
มิ
รู
ปแบบการจั
ดหน่
วยงานของรั
ฐท้
องถิ
่
นระดั
บจั
งหวั
ด และ
อํ
าเภอเป็
นผู
้
คิ
ดราษฎรเป็
นผู
้
ปฎิ
บั
ติ
ตาม การสั ่
งงานไปย ั
งหน่
วยราชการ เช่
น สถานศึ
กษาตามหมู
่
บ้
าน
ในตํ
าบลต่
างๆ ซึ
่
งมี
ครู
และหน่
วยการปกครอง มี
ผู
้
ใหญ่
บ้
าน กํ
านั
นในเขตอํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
เป็
นผู
้
ปฎิ
บั
ติ
งานตามคํ
าสั
่
งจากผู
้
มี
อํ
านาจจากเบื
้
องบนเป็
นสํ
าคั
ญ เป็
นการเปิ
ดพื
้
นที่
ความสํ
าคั
ญ ความขลั
ง