Page 280 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

262
สวยงาม อ่
อนหวาน มี
สุ
นทรี
ยภาพที่
แฝงเร้
นไว้
ซึ
งความงามอั
นอ่
อนช้
อยลึ
กลั
บ ละเอี
ยดลออ ผสม
กลมกลื
นกั
บความงามในธรรมชาติ
ที่
มี
เครื
อเถาวั
ลย์
ลวดลายแกะสลั
กอยู
รอบ ๆ ศี
รษะแล้
วสั
มพั
นธ์
กั
บดอกไม้
(ดอกบั
ว) ที่
มี
บั
วชู
ก้
านลงสั
มผั
สกั
บไหล่
สู
หน้
าอกปทุ
มถั
ลย์
รองรั
บด้
วยมื
อ และย ั
งมี
รู
นกแก้
ว ปิ ่
นเถาวั
ลย์
ชู
ขนหางสั
มผั
สกั
บไหลนางอั
ปสรา มี
กระรอกหรื
อพั
งพอนเกาะชายกรอบประตู
เคี
ยงข้
างชายผ้
าสิ
นนางอั
ปสราจนจรดเท้
า จากความรู
สึ
กพิ
จารณาภาพแล้
วเป็
นภาพที่
เทวดาส่
งมาให้
ทั
งดอกไม้
และเถาวั
ลย์
นี
ให้
เห็
นภาพความเป็
นจริ
งที่
พั
นธุ
พื
ชนํ
า พื
ชป่
า ที่
อยู
บนบก และเหล่
าสั
ตว์
ที่
ปรากฏในภาพจํ
าหลั
กก็
มี
ลั
กษณะสั
ตว์
ที่
ปรากฏในพื
นที่
ธรรมชาติ
ทั
วไปในบริ
เวณชุ
มชนทุ ่
งกุ
ดไผท
สิ ่
งที่
ช่
างหยิ
บยกมาไว้
ในภาพจํ
าหลั
กของปราสาทย ั
งสะท้
อนความสมบู
รณ์
ทางธรรมชาติ
ที่
เอื
อต่
มนุ
ษย์
ทางด้
านเศรษฐกิ
จในพื
นที่
ทางเหนื
อของเทื
อกเขาพนมดงเร็
ก ปั
จจุ
บั
นเศรษฐกิ
จธรรมชาติ
ย ั
เป็
นเศรษฐกิ
จที่
พึ
งพิ
งธรรมชาติ
ที่
มี
การผสมผสานกั
บเศรษฐกิ
จแบบทุ
นนิ
ยม
ความสํ
าคั
ญของชุ
มชนบริ
เวณปราสาทศี
ขรภู
มิ
เป็
นพื
นที่
มี
ผู
คนอาศั
ยอยู
มานานมี
หลั
กฐาน
เครื่
องปั
นดิ
นเผ่
า โลหะสํ
าฤทธิ
และเหล็
ก อาทิ
หม้
อหุ
งข้
าวสํ
าริ
ด เต้
าปู
น มี
ผ้
าไหมมั
ดหมี่
ที่
ย ้
อม
ด้
วยสี
ธรรมชาติ
มี
ชนพื
นเมื
องเดิ
มที่
ย ั
งคงจารี
ต ประเพณี
ดนตรี
และการละเล่
นที่
เป็
นเอกลั
กษณ์
เฉพาะตั
ว มี
ภาษาพื
นเมื
องเดิ
ม ได้
แก่
ภาษากู
ย ไทยเขมร (เขมรถิ
นไทย) และไทยลาว (ไทยอี
สาน)
ชุ
มชนมี
การขั
บเคลื่
อนอย่
างต่
อเนื่
อง ดั
งเอกสารพงศาวดารหั
วเมื
องอี
สาน ประชุ
มพงศาวดารเล่
ม 3
ของหม่
อมอมรวงศ์
วิ
จิ
ตร กล่
าวว่
า พ.ศ. 2412 ปี
มะเส็
ง เอกสก พระยาสั
งฆบุ
รี
ศรี
นครอั
จจะ (อํ
าเภอ
สั
งขะ จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ปั
จจุ
บั
น) มาเฝ้
าทู
ลละอองธุ
ลี
พระบาทกราบบั
งคมทู
ลพระกรุ
ณาขอตั
งบ้
าน
กุ
ดประไทย หรื
อบ้
านจารพั
ตเป็
นเมื
อง ขอหลวงไชยสุ
ริ
ยง (คํ
ามี
) บุ
ตรหลวงไชยสุ
ริ
วงศ์
(หมื่
นคม)
กองนอกเป็
นเจ้
าเมื
อง
การปรั
บเปลี่
ยนสภาพบ้
านเมื
องบ่
งบอกถึ
งอํ
านาจ บทบาทหน้
าที่
ความตระหนั
กถึ
งลั
กษณะ
ผู
นํ
า หมายถึ
ง เมื
องอั
นเป็
นที่
ตั
งของอํ
านาจ และเป็
นที่
ตั
งของตลาดอี
กอย่
างหนึ
ง ที่
ตั
งของอํ
านาจ
เป็
นชุ
มชนไปด้
วย เพราะผู
ดํ
ารงอํ
านาจย่
อมต้
องการผู
คนใช้
สอย ดั
งนั
นตลาดกั
บเมื
องจึ
งมี
การ
เกี่
ยวพั
นต่
อกั
น ด้
วยลั
กษณะที่
ตั
งอยู
ใกล้
เส้
นทางคมนาคมจึ
งสามารถใช้
เป็
นพื
นที่
แลกเปลี่
ยนสิ
นค้
ของราษฎรซึ
งมี
ความจํ
าเป็
นทางเศรษฐกิ
จ ผู
ที่
คุ
มเมื
องไว้
ได้
จึ
งมี
อํ
านาจในทางการเมื
อง แผ่
ไปย ั
ชนบทที่
อยู
ล้
อมรอบเมื
อง (นิ
ธิ
เอี
ยวศรี
วงศ์
. 2527 : 125, 152) เมื
องสุ
ริ
นทร์
ในช่
วงสมั
ยต้
นกรุ
รั
ตนโกสิ
นทร์
พวกนายกองเขมรส่
วยป่
าดงมี
การส่
งสิ
งของให้
แก่
ผู
มี
อํ
านาจเหนื
อกว่
า สิ
งที่
ส่
ง ได้
แก่
ช้
าง ม้
า แก่
นสน ยางสน ปี
กนก นอรมาด งาช้
าง ขี
ผึ
ง ต่
อมาพบว่
ามี
การพั
ฒนาการส่
งส่
วย มี
ส่
วย
ควายลงไปกรุ
งเทพฯ ปี
พ.ศ. 2402 เมื
องสุ
ริ
นทร์
ได้
ส่
งส่
วยควายจํ
านวน 61 ตั
ว กองพระภั
กดี
จุ
มพลเมื
องสุ
ริ
นทร์
32 ตั
ว (ธี
รชั
ย บุ
ญมาธรรม. 2526 : 12) ต่
อมาราว พ.ศ. 2450 มี
การจั
ดระเบี
ยบ
การปกครองรู
ปแบบมณฑลเทศาภิ
บาลทั
วพระราชอาณาจั
กร ทางราชการได้
ยุ
บเมื
องศี
ขรภู
มิ
พิ
สั