259
จากปารี
สคิ
ดจะรื
้
อฟื
้
นความยิ
่
งใหญ่
ของกั
มพู
ชาโดยการนํ
ามรดกที่
เกิ
ดจากภู
มิ
ปั
ญญา คื
อ นครวั
ด –
นครธม และอาณาบริ
เวณใกล้
เคี
ยง ซึ
่
งเป็
นที่
ศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
นํ
ามาสร้
างคุ
ณค่
าให้
เกิ
ดประโยชน์
ต่
อท้
องถิ ่
น
และต่
อสั
งคมโลก
นั
กแสดงระบํ
าอั
ปสรา ล้
วนเป็
นผู
้
บริ
สุ
ทธิ
์
ที่
มี
รู
ปร่
าง และรู
ปโฉมงดงาม น่
ารั
ก โดยเฉพาะ
อย่
างยิ ่
ง คื
อ นางอั
ปสราต้
องมี
รู
ปทรงพอๆ กั
น ไม่
อ้
วนเกิ
น ไม่
ผอมเกิ
นไป คื
อมี
รู
ปทรงดั
งนางเทพ
อั
ปสรที่
แกะสลั
กตามฝาผนั
งปราสาท และจะต้
องสามารถดั
ดมื
อ ดั
ดแขน ดั
ดขา ดั
ดเท้
า เอี
ยงกาย เอว
หั
ว และคออย่
างนุ ่
มนวล อ่
อนโค้
งมากกว่
าธรรมชาติ
เพื่
อให้
สามารถแสดงตามทํ
านองท่
วงท่
าการรํ
า
ของระบํ
า ซึ
่
งนั
กแสดงเหล่
านี
้
จะต้
องได้
รั
บการฝึ
กหั
ด และฝึ
กซ้
อมเป็
นเวลานาน ไม่
ตํ
่
ากว่
า 6-7 ปี
หรื
อฝึ
กหั
ดตั
้
งแต่
มี
อายุ
7 ปี
ท่
ารํ
าในระบํ
าอั
ปสรา คาดว่
านํ
าเอาแบบอย่
างมาจากลั
กษณะที่
อ่
อนโยนของการเคลื่
อนไหว
ของสั
ตว์
นาค หรื
อพญานาค (ภุ
ชงคลี
ลา) เพราะเขมรนั
บตั
วเองว่
า เป็
นผู
้
สื
บทอดเผ่
าพั
นธุ
์
มาจากนาค
หรื
อมี
บรรพบุ
รุ
ษเป็
นนาค ซึ
่
งเขมรได้
เรี
ยกตั
วเองว่
า นาค เขมรสองคน เรี
ยกว่
า เขมรสองนาค (ใน
ภาษาเขมรออกเสี
ยงว่
า เนี
ยก) ดั
งนั
้
น ในการรํ
าระบํ
าอั
ปสรา จะมี
ท่
วงท่
า และลั
กษณะการเคลื่
อนไหว
คล้
ายกั
บการเคลื่
อนไหวของนาค
ท่
ารํ
าในระบํ
าอั
ปสรา ได้
ใช้
ท่
วงท่
าการรํ
าของตั
วนางที่
มี
ความอ่
อนโยน เปรี
ยบเสมื
อนไม้
บรรทั
ดโค้
ง ใช้
ทั
้
งท่
าของแขน มื
อ และนิ
้
วมื
อ ท่
าของขา และเท้
า ของเอว และก้
น ทาของลํ
าคอ
ใบหน้
า สายตา และศี
รษะ รวมทั
้
งท่
าของลํ
าตั
วด้
วย โดยทุ
กภาคส่
วนของร่
ายกายมี
การกระชั
บ และ
กลมกลื
นกั
นอย่
างเหนี
ยวแน่
น มี
การเคลื่
อนไหวทั
้
งท่
วงท่
าช้
า ท่
วงท่
าเร็
ว ให้
ถู
กต้
องตามหลั
ก
ไวยากรณ์
ของภาษาท่
า รวมทั
้
งยื
นอยู
่
บนพื
้
นฐานความงดงาม และดุ
ลยภาพ คื
อ ดุ
ลภาพระหว่
าง
ธรรมชาติ
ของบุ
คคลสั
งคม ระหว่
างกาย จิ
ตใจ และปั
ญญา นอกจากนี
้
การใช้
ท่
ารํ
าในระบํ
าอั
ปสรา
คื
อแสดงท่
าทางตรงกั
บเนื
้
อหาของบทร้
องที่
ร้
องประกอบการแสดง เป็
นบทร้
องที่
มี
เนื
้
อหาเกี่
ยวกั
บ
การชมสวนดอกไม้
โดยมี
เทพธิ
ดาองค์
หนึ
่
งได้
พาพี่
เลี
้
ยงเหาะลงมาชมสวน และพู
ดถึ
งความรู
้
สึ
กเบิ
ก
บาน สบายอกสบายใจ แสดงอารมณ์
ที่
สนุ
กสนานเมื่
อเห็
นดอกไม้
ที่
สวยงาม ซึ
่
งสามารถแบ่
งท่
ารํ
าใน
ระบํ
าอั
ปสรา
จากสภาพพื
้
นที่
ทางกายภาพและทางภู
มิ
ศาสตร์
ที่
ล้
อมรอบปราสาทศี
ขรภู
มิ
มี
ลํ
าห้
วยรอบ
ด้
าน และลํ
าห้
วยดั
งกล่
าวไหลลงสู
่
ห้
วยลํ
าพอก (ชาวกู
ยเรี
ยกว่
าห้
วยปะปลอ หมายถึ
ง ผ่
าศี
รษะ)
ชาวบ้
านเรี
ยกพื
้
นที่
ทุ ่
งกว้
างใหญ่
ด้
านทิ
ศใต้
ว่
า ทุ
่
งกุ
ดไผท ซึ
่
งเป็
นคํ
าที่
ปรากฎในเอกสาร พงศาวดาร
หั
วเมื
องอี
สานหม่
อมอมรวงศ์
วิ
จิ
ตร ในเนื
้
อหาได้
กล่
าวถึ
งกลุ ่
มชาติ
พั
นธุ
์
กู
ยหรื
อกวยและเขมรอาศั
ย
อยู
่
ในบริ
เวณนี
้
เมื่
อ พ.ศ. 2181 ในเอกสารหลั
กฐานเรี
ยกกลุ
่
มเหล่
านี
้
ว่
า “เขมรป่
าดง” ได้
รวมกลุ ่
มตั
้
ง
ถิ ่
นที่
อยู
่
อาศั
ยริ
มทุ ่
งกุ
ดไผทหรื
อใกล้
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
คื
อ บ้
านจารพั
ต บ้
านยาง-อนั
นต์
ลํ
าห้
วยที่
มี
นํ
้
า