257
ในพื
้
นที่
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
ขณะนั
้
นได้
มี
ชาวเขมรขึ
้
นมาอาศั
ยอยู
่
บ้
านศรี
ตะวั
น ตํ
าบลยาง
อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
การเข้
ามาได้
นํ
าศิ
ลปะจากเขมร เช่
น ศิ
ลปะการฝึ
กละครรํ
า ชาวบ้
านเรี
ยกว่
า ยี่
เก
วิ
ชาช่
างทํ
าขนมจี
น มาเผยแพร่
ให้
ชาวบ้
านศรี
ตะวั
น ตํ
าบลยาง เรี
ยนรู
้
อาชี
พใหม่
ๆ จากพระตะบอง
ประเทศกั
มพู
ชา ซึ
่
งก่
อนหน้
านี
้
ย ั
งไม่
มี
ใครรู
้
จั
กทํ
าขนมจี
นมาก่
อนนี
้
เลย ซึ
่
ง สั
มฤทธิ
์
สหุ
นาฬุ
(2534
: 19) กล่
าวไว้
อย่
างน่
าสนใจ คื
อ ในปี
พ.ศ. 2472 นายพิ
มพ์
พิ
มพ์
พอก ชาวเมื
องเสี
ยมเรี
ยบพระ
ตะบอง ซึ
่
งเดิ
มอยู
่
ในราชอาณาจั
กรไทยได้
ตกไปเป็
นของฝรั
่
งเศส เมื่
อปี
พ.ศ. 2450 ทนความขดขี่
ของฝรั ่
งเศสไม่
ไหวได้
อพยพหลบหนี
เข้
ามาและได้
สมรสกั
บนางจี
น สหุ
นาฬุ
บุ
ตรสาวตาสุ
ข และ
เป็
นหลานหลวงประเสริ
ฐ ได้
พาครอบครั
วมาปั
กหลั
กใกล้
สํ
านั
กสงฆ์
ทางตะวั
นออกทางหลวง (คื
อ
ที่
ตั
้
งบ้
านของอาจารย์
เลี
ยง นางจั
นทร์
เพ็
ญ ชื่
นใจในปั
จจุ
บั
น และท่
านผู
้
นี
้
คื
อ คุ
ณปู
่
ของนางจั
นทร์
เพ็
ญ ชื่
นใจ (พิ
มพ์
พอก) ชาวบ้
านเรี
ยกว่
าครู
พิ
มพ์
เพราะท่
านเป็
นครู
ฝึ
กละครรํ
า (ชาวบ้
านเรี
ยกว่
า
ยี่
เก) โดยมี
ชาวกั
มพู
ชามาอยู
่
ด้
วย เป็
นหญิ
งสู
งอายุ
2 คน ชาวบ้
านเรี
ยกว่
า ยายเอี๊
ยบ กั
บยายออย
ยายเอี๊
ยบเป็
นช่
างทํ
าขนมจี
น ได้
นํ
าแบบอย่
างการทํ
าขนมจี
นจากกั
มพู
ชามาเผยแพร่
ซึ
่
งก่
อนหน้
านี
้
ย ั
ง
ไม่
มี
ใครทํ
าขนมจี
นกิ
นกั
นเลย และมี
ครอบครั
วชาวกั
มพู
ชาติ
ดตามมาตั
้
งอยู
่
ในป่
าที่
ตั
้
งโรงเรี
ยนบ้
าน
ศรี
ตะวั
นในปั
จจุ
บั
นอี
ก 2 ครอบครั
ว เป็
นต้
นตระกู
ลเกึ
้
อมปิ
และขั
นจํ
าปี
ครู
พิ
มพ์
ได้
นํ
าศิ
ลปะละคร
รํ
ามาฝึ
กสอนให้
ชาวบ้
านรู
้
จั
กเล่
นละครลิ
เก ซึ
่
งไม่
เคยมี
มาก่
อนบทร้
องบทเจรจาเป็
นภาษาไทยตั
ว
ละครที่
มี
ชี
วิ
ตอยู
่
ถึ
งปั
จจุ
บั
น คื
อ หลวงพ่
อปรางค์
สํ
านั
กวั
ดชู
ประศาสนราม และคุ
ณพ่
ออุ ่
น รั
มพณี
นิ
ล
(อายุ
80 ปี
) เป็
นตั
วละครเอก (สั
มฤทธิ
์
สหุ
นาฬุ
. 2534 : 19)
ในคราวที่
สมเด็
จฯกรมพระยาดํ
ารงราชานุ
ภาพเสด็
จทอดพระเนตรปราสาทระแงง อํ
าเภอ
ศี
ขรภู
มิ
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
เมื่
อวั
นที่
28 มกราคม พ.ศ. 2472 ขณะนั
้
นทรงดํ
ารงตํ
าแหน่
งนายก
ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน เหตุ
การณ์
ครั
้
งนี
้
ท้
องถิ ่
นในพื
้
นที่
ปราสาทระแงง (ปราสาทศี
ขรภู
มิ
) ชุ
มชนได้
แสดงมรดกที่
ตกทอดมาสู
่
ชุ
มชน เคี
ยงคู
่
กั
บปราสาทระแงง
คื
อ แสดงภู
มิ
รู
้
ภู
มิ
ปั
ญญาด้
านการใช้
เทคโนโลยี
ทางด้
านดนตรี
บอกความเป็
นตั
วตนที่
เด่
นชั
ด โดยแสดงเพลงประกอบเครื่
องดนตรี
ประกอบด้
วย คนเล่
นซอ 2 คน (ซอกลางและซอสามสาย) ปี่
1 คน กลอง ( ทํ
าจากดิ
นเผา) 2 คน เป่
า
ใบไม้
และร้
อง 1 คน ทํ
าให้
ราชสํ
านั
กของประเจ้
ากรุ
งสยามทรงรู
้
จั
ก
กั
นตรึ
ม
ของชาวสุ
ริ
นทร์
ขึ
้
นมาเป็
นครั
้
งแรกในประวั
ติ
ศาสตร์
ทางอํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
ได้
จั
ดให้
มี
ดนตรี
พื
้
นเมื
องประโคมต้
อนรั
บ
เสด็
จเรี
ยกว่
า “ประโคมเพลงเจะกั
นตรึ
ม” สิ
่
งประหลาดที่
สมเด็
จฯ ท่
านชื่
นชอบคื
อ “การเป่
าใบไม้
”
ท่
วงทํ
านองเข้
ากั
บจั
งหวะดนตรี
เหมาะเจาะไพเราะโหยหวน ท่
านสนพระทั
ยมาก ทรงให้
เป่
าเดี่
ยว
เพลงให้
สดั
บเป็
นที่
อั
ศจรรย์
ขณะนั
้
นมี
พระยาสุ
ริ
ยะราชวราภั
ย ข้
าหลวงประจํ
าจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ได้
จั
ดส่
งคณะ “เจะกั
นตรึ
ม” ไปแสดงต่
อหน้
าพระที่
นั
่
ง “พระบาทสมเด็
จพระปกเกล้
าเจ้
าอยู
่
หั
ว” และ