246
(เหนื
อ, อี
สาน) , เขมร (ลุ
่
มนํ
้
ามู
ล) มลายู
(ใต้
) เมื่
อมี
ถิ
่
นกํ
าเนิ
ดในกระเทศไทย หรื
อมี
บรรพชนเป็
น
คนไทย ก็
นั
บเป็
นคนไทยทั
้
งนั
้
น เอกสารระบุ
อย่
างคั
บแคบว่
า ดนตรี
ไทย หมายถึ
ง มโหรี
ปี่
พาทย์
เครื่
องสาย ที่
บรรเลงลง “เพลงเถา” มี
ร้
องเอื
้
อน 3 ชั
้
น 2 ชั
้
น ชั
้
นเดี
ยว เท่
ากั
บยกย่
องดนตรี
ภาค
กลางเท่
านั
้
น “เป็
นดนตรี
ไทย” ส่
วนภาคอื่
นคื
อ ภาคใต้
ภาคอี
สาน ภาคเหนื
อ เป็
น “ดนตรี
พื
้
นเมื
อง” เท่
ากั
บดู
ถู
กว่
าไม่
ใช่
ไทย ดนตรี
ไทยไม่
ได้
มาจากอิ
นเดี
ย ดนตรี
ไทย มี
การพั
ฒนาการ
ร่
วมกั
นกั
บดนตรี
สุ
วรรณภู
มิ
อยู
่
ในภู
มิ
ภาคอุ
ษาคเนย์
ราว 5,000 ปี
มาแล้
ว ฆ้
องวง กลองทั
ด ปี่
นอก –
ใน ของวงปี่
พาทย์
ไม่
มี
ในอิ
นเดี
ย จี
น เปอร์
เชี
ย (อิ
หร่
าน) เพราะเป็
นเครื่
องมื
อพื
้
นเมื
องดั
้
งเดิ
ม มี
พั
ฒนาการลั
กษณะเฉพาะที่
อุ
ษาคเนย์
ฉะนั
้
นดนตรี
ไทยไม่
ได้
มี
กํ
าเนิ
ดจากเมื
องจิ
ทั
มพรั
ม รั
ฐทมิ
ฬ
นาฑู
อิ
นเดี
ยใต้
ตามตํ
านานศิ
วราชปราบอสู
รมู
ลาคนี
แต่
สมั
ยหลั
งรั
บเครื่
องดนตรี
ศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
จาก
อิ
นเดี
ยเข้
ามาประสมเพิ
่
มเติ
ม เช่
น ตะโพน กลองแขก ปี่
ไฉน (สรไน) ฯลฯ ส่
วนเครื่
องดนตรี
ที่
ไทย
รั
บมาจากจี
นเข้
ามาประสมเพิ
่
มเติ
ม เช่
น ซออู
้
ซอด้
วง ขลุ ่
ย ฯลฯ (สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. 2553 : 23 – 25)
พื
้
นที่
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
มี
ชุ
มชนเขมร กู
ย ลาว กลุ
่
มที่
มาช่
วงมี
เส้
นทางรถไฟสายอี
สาน (เปิ
ด
ให้
ประชาชนได้
รั
บบริ
การที่
สถานี
รถไฟสุ
ริ
นทร์
พ.ศ. 2469) เพิ
่
มมากขึ
้
นมี
ชาวจี
นและชาวปากี
สถาน
กลุ
่
มแรกอาศั
ยอยู
่
อย่
างเป็
นเอกภาพ มี
การใช้
ทรั
พยากรธรรมชาติ
มี
วั
ดพุ
ทธศาสนาเป็
นศู
นย์
กลาง
หล่
อหลอมจิ
ตใจร่
วมกั
น โดยเฉพาะพิ
ธี
กรรมวั
นสํ
าคั
ญทางศาสนาพุ
ทธสร้
างความสั
มพั
นธ์
ต่
อกั
นวั
น
แล้
ววั
นเล่
า มหรสพงานบุ
ญที่
เกี่
ยวกั
บการเกิ
ด แก่
เจ็
บ ตาย ช่
วยสร้
างเสริ
มสติ
ปั
ญญาทางด้
าน
คุ
ณธรรม จริ
ยธรรม มี
การแสดงลิ
เก หมอลํ
า กั
นตรึ
ม รํ
าตรุ
ษ ทุ
กกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
สามารถเรี
ยนรู
้
แลกเปลี่
ยนวั
ฒนธรรมซึ
่
งกั
นและกั
น เป็
นโอกาสดี
ในการเปิ
ดความสั
มพั
นธ์
กั
นอย่
างลึ
กซึ
้
ง พิ
จารณา
จากพระสงฆ์
หรื
อเจ้
าอาวาสวั
ดใดวั
ดหนึ
่
ง เกิ
ดในชุ
มชนที่
พู
ดภาษาเขมรเมื่
อบวชเรี
ยน จํ
าพรรษานาน
กลายเป็
นที่
ยอมรั
บด้
วยความศรั
ทธาในความดี
ตามหลั
กปรั
ชญาพระพุ
ทธศาสนาของชุ
มชน หมู
่
บ้
าน
กลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
กู
ยก็
ยอมรั
บพอใจด้
วยจิ
ตวิ
ญญาณ ทั
้
งชุ
มชนก็
พร้
อมใจกั
นนิ
มนต์
เป็
นเจ้
าอาวาสวั
ดใน
ชุ
มชนชาวกู
ย เช่
น ชาวเขมรบ้
านยาง ตํ
าบลยาง อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
กั
บชาวกู
ย บ้
านตรึ
ม ตํ
าบลตรึ
ม
อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
และพบว่
าแต่
ละกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
มี
ความสั
มพั
นธ์
ด้
วยการแต่
งงาน ทํ
า
ให้
ความกลมกลื
นในวิ
ถี
ชี
วิ
ตอยู
่
ร่
วมกั
นได้
ดี
นี่
คื
อคุ
ณลั
กษณะของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ที่
อาศั
ยอยู
่
รายรอบ
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
และผู
้
คนมี
สํ
านึ
กในมรดกพื
้
นที่
ดี
ดั
งเช่
น การใช้
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
จั
ดกิ
จกรรมด้
าน
วั
ฒนธรรมท้
องถิ ่
น เมื่
อมี
กิ
จกรรม จะมี
พิ
ธี
กรรมบอกพระภู
มิ
เจ้
าที่
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
เพราะเชื่
อว่
าเป็
น
จุ
ดศู
นย์
รวมจิ
ตวิ
ญญาณทางความเชื่
อเรื่
องสุ
ขภาพ กาย ใจ วิ
ถี
ชี
วิ
ตเพื่
อความอยู
่
รอด ในด้
านความ
อุ
ดมสมบู
รณ์
ทางธรรมชาติ
และความสามั
คคี
หรื
อความมั
่
นคงของบ้
านเมื
อง ทุ
กวั
นนี
้
ผู
้
คนในพื
้
นที่
ใกล้
เคี
ยงปราสาทศี
ขรภู
มิ
มี
การจั
ดกิ
จกรรมร่
วมกั
นแสดงศิ
ลปวั
ฒนธรรมทุ
กปี
ในช่
วงกลางเดื
อน
พฤศจิ
กายน เพื่
อสะท้
อนภู
มิ
ปั
ญญา ภู
มิ
รู
้
เสริ
มคุ
ณค่
าประเพณี
วั
ฒนธรรม วิ
ถี
ชี
วิ
ต การทํ
ามาหากิ
น