245
ปกครองเป็
นกษั
ตริ
ย์
แล้
วสื
บเชื
้
อสายเป็
นต้
นราชวงศ์
เขมรนิ
ทานเรื่
องนางพญาหลิ
วเหย่
กั
บโกณฑิ
นยะ
นี
้
อยู
่
ในจารึ
กภาษาสั
นสกฤตของแคว้
นจํ
าปา และเชื่
อว่
า ดั
ดแปลงมาจากนิ
ยายพื
้
นเมื
องของอิ
นเดี
ย
นอกจากนั
้
น สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ เสนออี
กว่
า ในจารึ
กปราสาทปั
กษี
จํ
ากรงเมื่
อพุ
ทธศตวรรษที่
15 (หลั
ง พ.ศ. 1400) ย ั
งได้
กล่
าวถึ
งกํ
าเนิ
ดของราชตระกู
ลกั
มพู
ชาว่
า สื
บมาจากพระฤาษี
“กั
มพุ
สวาย ั
มภู
วะ” ซึ
่
งเป็
นผู
้
ให้
นามแก่
ชาวกั
มพุ
ชกั
บนางอั
ปสร “เมรา” ซึ
่
งพระอิ
ศวรได้
ประทานให้
พระ
ฤษี
จะสั
งเกตเห็
นว่
า ชื่
อฤาษี
เกี่
ยวข้
องกั
บชื่
อ “กั
มพู
ชา” และนางอั
ปสรเกี่
ยวข้
องกั
บ “เขมร” หรื
อ
“แขมร์
” นิ
ทานเรื่
องนี
้
คล้
ายกั
บนิ
ทานต้
นกํ
าเนิ
ดของราชวงศ์
ปั
ลลวะของอิ
นเดี
ยใต้
และแตกต่
างจาก
เรื่
องนางนาคโสภา ซึ
่
งเป็
นนิ
ทานของชาวอิ
นเดี
ย ที่
อยู
่
ในศิ
ลาจารึ
กภาษาสั
นสกฤตของแคว้
นจํ
าปา
มี
เรื่
องย่
อว่
า พราหมณ์
โกณฑิ
นยะผู
้
ได้
รั
บหอกมาจากพราหมณ์
อั
สวั
ตถามั
นบุ
ตร แห่
งพราหมณ์
โทร
นะ ได้
พุ
่
งหอกนั
้
นไปเพื่
อสร้
างราชธานี
ต่
อจากนั
้
นจึ
งได้
สมรสกั
บธิ
ดาพญานาคผู
้
มี
นามว่
า โสมา
แล้
วได้
สื
บเชื
้
อวงศ์
ต่
อมา นิ
ทานนี
้
มี
เนื
้
อหาคล้
ายคลึ
งกั
บนิ
ยายปฐมวงศ์
แห่
งกษั
ตริ
ย์
ราชวงศ์
ปั
ลลวะ
จากที่
กล่
าวมา ชี
้
ให้
เห็
นว่
า วั
ฒนธรรมอิ
นเดี
ยเข้
ามาผสมผสานในพื
้
นที่
สุ
วรรณภู
มิ
ทางด้
าน
วั
ฒนธรรม โดยสร้
างรู
ปแบบในพื
้
นที่
ใหม่
ดั
งเช่
น การสร้
างบ้
านเมื
องใช้
แนวคิ
ดให้
ผู
้
คนในท้
องถิ
่
น
เชื่
อและศรั
ทธาให้
ผสมกลมกลื
นให้
เกิ
ดความพอใจของคนในพื
้
นที่
ใหม่
คั
ดสิ
่
งดี
งามจากชมพู
ทวี
ป
มาใช้
เช่
น ภาษาสั
นสกฤตใช้
ในพิ
ธี
กรรมทางด้
านความเชื่
อ สร้
างนิ
ทานถึ
งบทบาทของผู
้
ชายแบบ
อิ
นเดี
ย ให้
ความสํ
าคั
ญบทบาทเป็
นผู
้
นํ
าทางด้
านการปกครองเป็
นกษั
ตริ
ย์
แต่
ให้
บทบาทของหญิ
งเป็
น
ผู
้
ให้
รู
ปแบบด้
านความเชื่
อของท้
องถิ
่
นที่
สั
มพั
นธ์
กั
บความชี
วิ
ตร่
วมกั
นและสร้
างผลต่
อความมั ่
งคง
ทางด้
านการปกครอง เช่
น โจวต้
ากวาน กล่
าวเมื่
อ พ.ศ. 1839 เกี่
ยวกั
บนางนาคในปราสาทนครธมที่
ปราสาททองคํ
าภายในพระราชวั
ง นั
้
น พระเจ้
าแผ่
นดิ
นเข้
าที่
พระบรรทมในยามราตรี
บนยอด
ปราสาท พวกชาวพื
้
นเมื
องพากั
นเล่
าว่
า ในปราสาทนั
้
น มี
ภู
ตงู
เก้
าศี
รษะ ซึ
่
งเป็
นภู
มิ
เจ้
าที่
ทั
้
งทั ่
ว
ประเทศ ภู
ตตนนี
้
เป็
นร่
างของสตรี
และจะปรากฏกายทุ
กคื
น พระเจ้
าแผ่
นดิ
นจะเข่
าที่
พระบรรทม
และทรงร่
วมสมพาสด้
วย แม้
แต่
บรรดามเหสี
ทั
้
งหลายของพระเจ้
าแผ่
นดิ
นก็
ไม่
กล้
าเข้
าไปใน
ปราสาทนี
้
เมื่
อพระเจ้
าแผ่
นดิ
นทรงออกจากปราสาทนี
้
เมื่
อเพลายามที่
2 แล้
ว จึ
งจะเข้
าที่
พระบรรทม
กั
บพระมเหสี
และพระสนมได้
ถ้
าหากราตรี
ใดภู
ตตนนี
้
ไม่
ปรากฏกาย ก็
หมายความว่
า เวลาสวรรคต
ของพระเจ้
าแผ่
นดิ
นของชาวป่
าเถื่
อนพระองค์
นั
้
นใกล้
เข้
ามาแล้
ว ถ้
าพระเจ้
าแผ่
นดิ
นป่
าเถื่
อนมิ
ได้
เสด็
จไปเพี
ยงราตรี
เดี
ยว ก็
จะต้
องทรงได้
รั
บภั
ยอั
นตราย เป็
นต้
น
เทคโนโลยี
ทางด้
านดนตรี
ในประเทศไทยในช่
วงรั
บศาสนาเข้
ามาเป็
นดนตรี
ในดิ
นแดนไทย
มี
ทั
้
งคล้
ายคลึ
งกั
นและแตกต่
างอยู
่
ในภาคต่
าง ๆคื
อ ภาคเหนื
อ มี
สะล้
อ ซอ ซึ
ง ฯลฯ ภาคอี
สาน มี
แอ่
วลาว เป่
าแคน กั
นตรึ
ม ฯลฯ ภาคใต้
มี
ตลุ
ง โนรา ชาตรี
ฯลฯ ภาคกลาง มี
มโหรี
ปี่
พาทย์
เครื่
องสาย ฯลฯ คนไทย หมายถึ
ง คนในดิ
นแดนประเทศไทย แม้
จะมี
รากเหง้
าเผ่
าพั
นธุ
์
เป็
นลาว