Page 259 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

241
ไม้
ไผ่
ไม้
อ้
อ ไม้
วาง เสี
ยบเข้
าไปในผลนํ
าเต้
า เป็
นเสี
ยงได้
เสี
ยงเดี
ยว แต่
เสี
ยงเบา เลยเป็
นต้
นแบบให้
มี
เครื่
องเป่
าเสี
ยงดั
งในสมั
ยหลั
ง เรี
ยกว่
า ปี่
ทํ
าด้
วยไม้
เนื
อแข็
ง มี
ลิ
นเป่
า มี
พั
ฒนาการเป็
นปี่
นอก ปี่
กลาง ปี่
ใน ต่
อมาเอาไม้
ใผ่
ไม้
อ้
อหลายอั
นเสี
ยบเรี
ยงกั
น เป่
าได้
หลายเสี
ยง เรี
ยก แคน แม้
ปั
จจุ
บั
จะใช้
ไม้
จริ
งทํ
าที่
เป่
าแทนผลนํ
าเต้
า มี
ไม้
ซางเสี
ยบเป็
นแผง ก็
ย ั
งเรี
ยกที่
เป่
านั
นว่
า เต้
าแคน สื
บนาม
นํ
าเต้
าไว้
ปี่
นํ
าเต้
าเรี
ยกว่
า บางที
เรี
ยกว่
า เรไร ใช้
เป่
าเป็
นเสี
ยงสั
ญญาณศั
กดิ
สิ
ทธิ
ในวั
ดมาจนถึ
งสมี
รั
ชกาลที่
4 ก็
เลิ
กใช้
พิ
ณนํ
าเต้
า ใช้
ดี
ดดึ
งมี
สายเดี
ยว ใช้
นํ
าเต้
าแห้
งผ่
าซี
กเป็
นกะโหลกเสี
ยง ตรึ
งติ
คั
นเรี
ยกทวนผู
กสายเดี
ยว ต่
อมาใช้
กะลาแทนนํ
าเต้
าแล้
วเรี
ยก เพลี
ย เพี
ยยหรื
อเปี๊
ย (นิ
รมล เมธี
สุ
วกุ
ล.
2553
:
20)
ความเป็
นเอกภาพในความแตกต่
างการผสมผสานประเภทดนตรี
ประกอบการบรรเลงได้
สะท้
อนความจริ
งนึ
กคิ
ดและความนึ
กคิ
ดของกลุ
มผู
คนในเขตสุ
วรรณภู
มิ
สามารถปรั
บตนเองครั
งแล้
ครั
งเล่
าให้
เข้
ากั
นได้
กั
บสภาพแวดล้
อมที่
เปลี่
ยนแปลงเสมอ จากหลั
กฐานแสดงให้
เห็
นความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมโหระทึ
กกั
บกลุ ่
มชนตระกู
ลไทย-ลาวย ั
งมี
อยู
ตรงลวดลายประดั
บมโหระทึ
กและขวาน
สํ
าริ
ดเป็
นรู
ปช่
างฟ้
อน(หรื
อช่
างขั
บ) และหมอแคนกํ
าลั
ง “แอ่
วลาวเป่
าแคน” แสดงว่
า แคนเคยเป็
เครื่
องเป่
าในพิ
ธี
กรรม และเป็
นเครื่
องประโคมคู
กั
บมโหระทึ
กเมื่
อราว 3,000 ปี
มาแล้
ว แคนนั
นเป็
เครื่
องเป่
ามี
หลายเสี
ยง มี
พั
ฒนามาจากเครื่
องเป่
าอย่
างหนึ
งที่
กลุ
มไทยเรี
ยกภายหลั
งว่
า เรไร ซึ
งพั
ฒนา
มาเป็
นแคน ย ั
งเป็
นต้
นเค้
าของปี่
นอก – ปี่
ในที่
ใช้
ในวงปี่
พาทย์
ปี่
กั
บแคนเคยมี
ฐานะสู
งคู
กั
บฆ้
อง
กลอง และมโหระทึ
ก ดั
งมี
อยู
ในเอกสารโบราณ เช่
น อนิ
รุ
ทธ์
คํ
าฉั
นท์
ระบุ
ว่
าปี่
แคนเป็
นเครื่
องขั
กล่
อมในราชสํ
านั
กคื
อ “เต่
งติ
งเพลงพิ
ณ ปี่
แคนทรลอง สํ
าหรั
บลบอง เลบ่
งเฉ่
งฉั
นท์
” ส่
วน
มหาชาติ
คํ
าหลวงระบุ
ว่
า “นั
กคุ
ณแคนคู
ฆ้
อง สรไน” ขบวนมโหระทึ
กประโคมในพิ
ธี
กรรมฝั
งกบที่
อํ
าเภอเที
ยนเอ๋
อ มณฑลกวางสี
มี
เครื่
องมื
อสํ
าคั
ญ 3 กลุ ่
ม คื
อมโหระทึ
ก 10 ใบ กลองไม้
ขึ
งหนั
ง 2
ใบ และปี่
2 เลา คล้
ายคลึ
งกั
บวงปี่
พาทย์
ของไทย ลาว เขมร มอญ ทุ
กวั
นนี
มี
ฆ้
อง-กลอง-ปี่
ปั
จจุ
บั
นมโหระทึ
กกั
บฆ้
องชั
ยในพระราชพิ
ธี
จรดพระนั
งคั
ลแรกนาขวั
ญ เพื่
อความอุ
ดมสมบู
รณ์
ที่
ท้
องสนามหลวง เมื่
อเดื
อนพฤษภาคม พ.ศ. 2537 (สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. 2537: 168 – 171)
ปั
จจุ
บั
นนี
พบว่
าพิ
ธี
กรรมความเชื่
อทางศาสนา พิ
ธี
กรรมบวงสรวงสถาปั
ตยกรรมขอม
โบราณของชุ
มชน เช่
น ปราสาทศี
ขรภู
มิ
ปราสาทบ้
านช่
างปี่
อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
ปราสาทจอมพระ
อํ
าเภอจอมพระ จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
มี
การบรรเลงเพลงในพิ
ธี
กรรมแบบพราหมณ์
มี
การนํ
าเสนอบท
สวดร่
ายกล่
าวถึ
งเทวดามาร่
วมรั
บรู
เหตุ
การณ์
สถานการณ์
และลงมาบริ
โภคอาหาร พร้
อมนี
มี
พิ
ธี
ฟ้
อนรํ
าอั
ปสราที่
ถอดรู
ปแบบคุ
ณลั
กษณะจากจํ
าหลั
กนางอั
ปสราในสถาปั
ตยกรรมออกมาสร้
าง
จิ
นตนาการฟ้
อนรํ
าเพื่
อใช้
ประกอบพิ
ธี
กรรมด้
วย ส่
วนบทบาทของพราหมณ์
มี
พิ
ธี
กรรมแบบท้
องถิ
ได้
ชี
ให้
เห็
นความสํ
าคั
ญให้
เกิ
ดความขลั
ง (บั
กหนาน ถงกู
. 2538 : 116-117) ศั
กดิ
สิ
ทธิ
ในความรู
สึ